posttoday
กทม.จับเด็กอาชีวะเข้าค่ายละลายพฤติกรรมคืนคนดีสู่สังคม

กทม.จับเด็กอาชีวะเข้าค่ายละลายพฤติกรรมคืนคนดีสู่สังคม

09 พฤศจิกายน 2553

อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าขอแค่มีนักเรียนสัก 1 คนได้คิดและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ก็ถือเป็นประกายความหวังที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาวแล้ว....

อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าขอแค่มีนักเรียนสัก 1 คนได้คิดและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ก็ถือเป็นประกายความหวังที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาวแล้ว....

โดย....วิทยา ปะระมะ

“เชษฐ์...ผมคิดว่าคุณคือคนดี ๆๆๆๆๆ” ชายวันรุ่นสองคนกุมมือหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งส่งเสียงตะโกนซ้ำๆกันดังลั่นห้องท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องด้วยสายตาขบขัน ขณะที่คนโดนตะโกนใส่หน้าเหลือบตาหนีด้วยว่าเขินอายไม่กล้าสบตาตรงๆกับคนตะโกน

“หยุดๆๆ... เสียงยังดังไม่พอนี่แค่ 65% ของคุณเท่านั้น เอาใหม่... ตะโกนให้เสียงดัง 100% ของขีดความสามารถคุณเลย”เสียงครูฝึกดังแทรกเข้ามา

“เชษฐ์...ผมคิดว่าคุณคือคนดี ๆๆๆๆๆ” เสียงตะโกนครั้งใหม่ดังกล่าวเดิมดังขึ้นอีกครั้งนานกว่า 20 วินาที คำสั่งครูฝึกจึงให้หยุดอีกครั้งพร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายตะโกนกลับแบบเดียวกันบ้าง...

กทม.จับเด็กอาชีวะเข้าค่ายละลายพฤติกรรมคืนคนดีสู่สังคม

นี่ไม่ใช่กิจกรรมส่งเสริมชายรักชายแต่อย่างใด แต่เป็นหนึ่งในโครงการอาชีวะสานใจสานสายใยรักซึ่งกทม.ร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลและโรงเรียนอาชีวะศึกษาอีก 7 แห่งระหว่างวันที่ 8-10 พ.ย. ที่ จ.นครนายก

ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก โรงเรียนมีนบุรีโปลิเทคนิค โรงเรียนเทคโนโลยีบางกระปิ โรงเรียนเทคโนโลยีดุสิตและโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพส่งตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 92 คน ภายใต้การควบคุมโดยพ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดและนักจัดอบรมชื่อดัง

การให้คนตะโกนใส่กันไม่ใช่แค่เรื่องขำขันแต่เป็นการตะโกนให้ดังเพื่อซึมซับฝังลงไปในจิตใต้สำนึก เมื่อจิตใต้สำนึกรับรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้การแสดงออกของคนๆนั้นเป็นไปอย่างมีคุณค่าจริงๆ

ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ยาวนานหลายสิบปีแต่ไม่เคยมีใครแก้ปัญหาได้หมดสิ้นเสียที และพัฒนาการของมันก็รุนแรงเกิดความสูญเสียถึงชีวิตไม่เว้นแม้แต่คนบริสุทธิ์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ต้องมารับเคราะห์จากการกระทำที่ขาดสติไปด้วยจนสังคมทุกวันนี้เอือมระอาเต็มทน

“เด็กอาชีวะก็แค่กุ้ย” “ทำไมไม่ส่งพวกมันลงไปอยู่ 3 จังหวัดภาคใต้” “อย่างนี้ต้องประหาร” ฯลฯ สารพัดเสียงก่นด่าดังขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุเด็กอาชีวะตีกันและยิ่งดังมากที่สุดหากคนรับเคราะห์ไม่ใช่แค่คู่อริเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ทางกทม.ซึ่งแม้ไม่ใช่หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงแต่ก็ตระหนักถึงความรุนแรงดีจึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการให้โอกาสเด็กอาชีวะได้ตระหนักถึงคุณค่าของศักยภาพตนเองและความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านบทเรียนการทำกิจกรรมต่างๆทั้งรูปแบบบู้และบุ๋นด้วยความหวังว่าอย่างน้อยที่สุดเด็กเหล่านี้ก็ได้ผ่านความลำบากกับเด็กสถาบันอื่น เกิดความรู้สึกเป็นเพื่อนและเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น

“ผมว่าไม่ได้ผล” ธวัชชัยหนึ่งในนักเรียนอาชีวะย่านมีนบุรีให้ความเห็นต่อการอบรมครั้งนี้เพราะมองว่าคนที่โดนส่งมาอบรมไม่ใช่ประเภท “ตัวเต็ง” ส่วนที่เขาได้มาก็เพราะโดนครูหลอกว่าจะพามาเที่ยว อยู่ฟรีกินฟรีเลยตกหลุมพรางมาร่วมอบรม

แต่พอมาถึงที่หมายปุ๊ปก็เจอของจริงโดยครูฝึกจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้านำฝึกระเบียบวินัยและการทดสอบกำลังใจเสียครึ่งค่อนวัน ตกบ่ายก็พาเดินป่ากันอีกไกลโข ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหนักและเหนื่อยขนาดไหน

ตกกลางคืนก็ต้องมานอนในโรงนอนรวมกันหลายสถาบัน อาบน้ำเย็นเฉียบ เล่นเอาเจ้าตัวบ่นอุบเพราะขนเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว

และอีกสาเหตุหนึ่งที่มองว่าโครงการนี้ไม่ได้ผลเพราะเพราะความแค้นของโรงเรียนเขากับคู่อริมันช่างฝังลึกมานาน

“เพื่อนผมโดนพวกคู่อริวิ่งไล่แล้วหนีไม่ทัน โดนพวกมันเอามีดแทงทะลุปอด คำพูดสุดท้ายยังถามว่าเพื่อนคนอื่นหนีทันไหม”

และด้วยความเศร้าเสียใจนักเรียนสถาบันนี้จึงเอาคืนด้วยการยิงนักเรียนโรงเรียนคู่อริคืน กระสุนเจาะเข้าหัวตายคาทีดับชีวิตวัยรุ่นอีก 1 รายแม้ว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนก่อเรื่องก็ตาม

ทำไมไม่ไปเอาคืนกับคนก่อเหตุ? “พวกที่แทงมันเรียนจบแล้วแต่เราก็เอาคืน จะเป็นใครก็ได้ขอให้เป็นนักเรียนโรงเรียนคู่อริก็พอ”ธวัชชัยกล่าว

กทม.จับเด็กอาชีวะเข้าค่ายละลายพฤติกรรมคืนคนดีสู่สังคม

ด้วยระบบคิดแบบนี้การเอาคืนกันไปเอาคืนกันมาจึงไม่จบไม่สิ้นเสียที

อย่างไรก็ตามในมุมมองของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ยังมองว่าสังคมต้องให้โอกาสเด็กเหล่านี้กลับตัวเช่นกัน

“ผมดูแล้วรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องๆอาชีวะศึกษา แต่ที่ไม่สบายใจมากกว่านั้นกับการที่สังคมดูหมิ่นนักศึกษาว่าทำได้แค่ตีรัน ฟันแทงกันทั้งที่น้องๆสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าของสังคมได้ ทุกคนต้องมีโอกาสแต่สังคมยังไม่ให้โอกาสนักเรียนอาชีวะเท่าที่ควร”ม.ร. ว.สุขุมพันธุ์กล่าว

ผู้ว่ากทม.กล่าวว่าอยากให้สังคมให้โอกาสเด็กอาชีวะมากขึ้นเพราะเชื่อว่าไม่มีใครที่เป็นคนดีหรือเลวมาตั้งแต่เกิด ทุกคนมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อสร้างชีวิตที่มีคุณค่า การจัดโครงการอบรมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้น้องๆเหล่านี้ได้รับโอกกาสทั้งเรื่องแง่คิดในการใช้ชีวิตระเบียบวินัยและความสามัคคี

ขณะเดียวกันเด็กอาชีวะก็ต้องตระหนักถึงโอกาสที่มีและใช้โอกาสในการสร้าง ชีวิตที่มีคุณค่าด้วยเพราะถ้ามีโอกาสแต่ไม่ใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

“อีก 20 ปีประเทศไทยจะอยู่ในมือคนรุ่นน้องๆ คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบในยุคต่อไป ดังนั้นอยากให้ทุกคนใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ใหม่มากที่สุด เอากลับไปคิดทบทวนให้ดี”ผู้ว่ากทม.กล่าวกับผู้รับการอบรม

ด้านผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม.หนึ่งในแม่งานการจัดอบรมกล่าวว่าอย่างน้อยที่สุดการอบรมครั้งนี้ก็ทำให้เด็กๆได้รู้จักกับเพื่อนต่างสถาบัน เกิดความผูกพันและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในอนาคตให้คิดว่านักเรียนสถาบันอื่นๆก็คือชาวอาชีวะเหมือนกัน

นอกเหนือจากการกรรมประเภทบู้เพื่อละลายพฤติกรรมแล้ว กิจกรรมในวันที่ 2 และ 3 จะเน้นหนักไปในเรื่องการบรรยายและทำกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพตัวเอง ให้รู้จักการทบทวนตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยังมีอีกหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่นการให้นักเรียนจับคู่หันหน้าเข้าหากัน หลับตาแล้วนึกถึงผู้มีพระคุณที่เป็นห่วงเป็นใยตัวเองแต่ตัวเองอาจมองไม่เห็นคุณค่าคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่หรือครูบาอาจารย์

“การไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตอาจเป็นเพราะเรามองไม่เห็นความดีของคนอื่น ผมอยากให้น้องๆหลับตาแล้วนึกทบทวนว่าใครบ้างที่มีพระคุณกับเราแต่เรามองไม่เห็นความดี”เสียงพ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณาดังขึ้นระหว่างการทำกิจกรรมนี้

พอนักเรียนเคลิ้มได้ที่ ก็ออกอีกคำสั่งให้ทุกคนค่อยๆเดินเข้าไปหาคู่แล้วนึกว่าคนๆนั้นคือผู้มีพระคุณของตน จากนั้นให้กอดผู้มีพระคุณคนนั้นให้เต็มที่

กทม.จับเด็กอาชีวะเข้าค่ายละลายพฤติกรรมคืนคนดีสู่สังคม

ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นชายฉกรรจ์ 2 คนกอดกันแน่น แม้อาจจะดูขบขันแต่ด้วยบรรยากาศในขณะนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักเรียนหลายคนกอดคู่ของตัวเองแน่น ก้มหัวซบหน้ากลั้นน้ำตาอย่างเต็มกลืน

“ผมรู้สึกว่าการอบรมครั้งนี้มีความสุข สนุกและได้เพื่อนใหม่นะ แม้จะฝึกเหนื่อยหน่อยแต่ก็ได้เรื่องความอดทนและระเบียบวินัย”เรวันต์ นักศึกษาปี 1 จากโรงเรียนช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพมหานครกล่าวระหว่างนั่งพักเบรก

เขาเล่าว่าก่อนหน้านี้ตัวเองก็เคยเกเรบ้าง ประเภทเพื่อนมีเรื่องก็เฮตามเขาไปแต่หลังจากอบรมครั้งนี้เชื่อว่าทำให้เขาได้มุมมองใหม่ๆและคงเกิดการปรับตัวแน่นอน

อย่างไรก็ตามมันก็คงจำกัดแค่ตัวเขาคนเดียวกับเพื่อนไม่กี่คนที่มาอบรมด้วยกันเพราะยังมีนักเรียนอีกนับพันคนที่ไม่ได้มาด้วย

“อยากให้สังคมให้โอกาสเด็กอาชีวะหน่อยเพราะอาชีวะไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ถ้ามองดีๆเด็กช่างสำคัญกว่าเด็กสายสามัญอีกเพราะถ้าไม่มีพวกเราใครจะเป็นคนก่อสร้าง ใครจะเป็นคนซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า”เรวันต์กล่าวทิ้งท้าย

...แม้ระยะเวลาการอบรมจะสั้นและนักเรียนที่มาร่วมก็เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยของสังคมอาชีวะขนาดใหญ่ จะได้ผลในการลดความรุนแรงหรือไม่ก็คงต้องรอดูต่อไป แต่อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าขอแค่มีนักเรียนสัก 1 คนได้คิดและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ก็ถือเป็นประกายความหวังที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาวแล้ว....

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท