
สภาล่ม!ครั้งแรกในสมัยนิติบัญญัติ
รัฐสภาล่ม! ครั้งแรกในสมัยนิติบัญญัติ หลังองค์ประชุมไม่ครบ เพื่อลงมติกรอบเจรจาการเดินอากาศอาเซียนกับจีน
รัฐสภาล่ม! ครั้งแรกในสมัยนิติบัญญัติ หลังองค์ประชุมไม่ครบ เพื่อลงมติกรอบเจรจาการเดินอากาศอาเซียนกับจีน
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธาน ในการพิจารณากรอบ ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมกับคู่เจรจาด้านบริการด้านบริการ เดินอากาศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และร่างความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐสมาชิกของสมาคม ประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ะรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และร่างพิธีสาร 1แนบท้ายความตกลง ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ
แต่ปรากฎว่าก่อนที่จะมีการลงมตินายประสพสุขเตรียมตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งนายประสพสุขได้กดออดเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมนานกว่า 30 นาที เพื่อรอสมาชิกแม้ว่า ส.ส.ซีกรัฐบาล ทักท้วงให้รอก่อน ท่ามกลางสมาชิกในห้องค่อนข้างบางตา นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอนับองค์ประชุม แต่ถูกซีกรัฐบาลทักท้วงว่าไม่ได้ลงชื่อแสดงตน ไม่มีสิทธิเสนอ ถ้าลุกขึ้นเสนอ ต้องถือว่าอยู่ในห้องประชุม สร้างความไม่พอใจฝ่ายค้านมีการโต้เถียงวุ่นวายพอสมควร
ที่สุดแล้วมีสมาชิกอยู่ภายในห้องเพียง 302 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งจะต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 309 เสียง หลังจาก 6 ส.ส.ต้องพ้นจากสมาชิกภาพทำให้มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งสิ้นรวม 618 เสียง ดังนั้น เมื่อไม่ครบองค์ประชุม ประธานได้สั่งเลื่อนการพิจารณา ก่อนสั่งปิดประชุมเวลา14.30น. ถือเป็นการประชุมร่วมรัฐสภาล่มครั้งแรกในสมัยประชุมสามัญนิติบัญัติสมัยนี้
สำหรับการจัดทำร่างความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างอาเซียนและจีน และร่างพิธีสาร 1 แนบท้ายความตกลงฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้ (1) สายการบินที่กำหนดของรัฐสมาชิกอาเซียนสามารถทำการบินจากจุดใดๆ ที่เป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศในอาณาเขตของตน ไปยังจุดใดๆ ที่เป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศในอาณาเขตของจีนและกลับ ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนเที่ยวบินและแบบอากาศยาน (2) สายการบินที่กำหนดของจีนสามารถทำการบินจากจุดใดๆ ที่เป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศในอาณาเขตของตน ไปยังจุดใดๆ ที่เป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศในอาณาเขตของรัฐสมาชิกอาเซียนและกลับ ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนเที่ยวบินและแบบอากาศยาน และ(3) พิธีสารฯ จะมีผลบังคับใช้เมื่อประเทศที่ 3 (รวมจีน) ได้มอบเอกสารแจ้งการเข้าเป็นภาคี แก่เลขาธิการอาเซียน โดยจะมีผลบังคับใช้กับสมาชิกที่มอบเอกสารแจ้งดังกล่าวเท่านั้น







