
ปม 'บุญจง-เกื้อกูล' พิสูจน์ภาวะผู้นำมาร์ค
ก่อนจะไปลุ้นผลศึกเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นอีกเวทีวัดกระแสความนิยม ระหว่าง “เพื่อไทย” และพรรคร่วมรัฐบาล ในหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางและอีสาน
ก่อนจะไปลุ้นผลศึกเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นอีกเวทีวัดกระแสความนิยม ระหว่าง “เพื่อไทย” และพรรคร่วมรัฐบาล ในหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางและอีสาน
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ก่อนจะไปลุ้นผลศึกเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นอีกเวทีวัดกระแสความนิยม ระหว่าง “เพื่อไทย” และพรรคร่วมรัฐบาล ในหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางและอีสาน
ประเด็นใหญ่ที่กลับต้องมาลุ้นระทึก คือการ “งัดข้อ” ระหว่าง ประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล กับจุดยืนการส่งตัวผู้สมัครลงรับเลือกตั้งซ่อม ซึ่งกลายเป็นชนวนใหม่ซ้ำแผลเก่า
สะท้อนผ่าน “วิวาทะ” ที่พรรคร่วมรัฐบาลเปิดสงครามน้ำลายกระแทกใส่ประชาธิปัตย์หลายระลอก แบบไม่เกรงใจสถานะพรรคร่วมรัฐบาล
แน่นอนว่าท่าทีแข็งกร้าวของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยืนกรานใน “บรรทัดฐาน” ตามแนวทางที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” สละเก้าอี้รองนายกฯ ลงสนามเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี
ถือเป็นอีกปฏิบัติการเสริมสร้าง “ภาวะผู้นำ” ให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยการรักษา “จุดขาย”เรื่องอุดมการณ์สปิริตทางการเมือง ซึ่งกำลังสั่นคลอนไม่น้อย หลังจากยอมปล่อยให้ “ภูมิใจไทย” ขี่คอแลกกับเสถียรภาพรัฐบาล
ภาระหนักจึงตกที่ 2 รัฐมนตรี บุญจงวงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย สส.นครราชสีมา จากภูมิใจไทย และเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม สส.พระนครศรีอยุธยา จากชาติไทยพัฒนา ต้อง “วัดใจ” เที่ยวนี้ที่มีผลส่งต่อไปถึงอนาคตของพรรคร่วมรัฐบาล
ในวันที่น้ำเสียงของทั้งสองรัฐมนตรียังยืนยันพร้อมเหนียวแน่นในเก้าอี้รัฐมนตรี ยิ่งทำให้ชนวนรอยร้าวขยายความรุนแรงมาก
ซีกของ “ภูมิใจไทย” แม้จะต้องรอมติที่ประชุม สส. ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับทั้งเก้าอี้ มท.2 และการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.โคราช
ทว่าล่าสุด ปู่จิ้น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค ออกมาหนุนหลัง “บุญจง” ด้วยข้อกฎหมาย ว่าถึงจะไม่ลาออกจากตำแหน่งแล้วไปลงสมัคร สส.ก็ไม่ได้ขัดกับกฎหมาย
“ส่วนในแง่จริยธรรมเป็นเรื่องที่พูดยากและน่าหนักใจแทนนายบุญจง”
งานนี้ขนาด “ปู่จิ้น” ยังออกมาหนักใจแทน “บุญจง” เพราะเดิมแค่ “ศึกนอก” ก็หนักหนาเอาการกับการรักษาฐานเขต 6 สส.โคราช ในวันที่ “เพื่อไทย” ดัน “อภิชา เลิศพัชรกมล” หรือชื่อเดิม “มีชัย จิตต์พิพัฒน์” คู่ปรับเก่าที่เคยชนะ “บุญจง” มาแล้ว ลงแข่งขั้นครั้งนี้
หนำซ้ำเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ยังผนึกกำลังกลุ่ม 3 พี สู้ศึกเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ “ภูมิใจไทย” ต้องเจอศึกหนักกับการรักษาเก้าอี้ตัวนี้
จากเดิมที่เคยจะแก้ปัญหาความขัดแย้งกับ “ประชาธิปัตย์” ทำให้ “ภูมิใจไทย” มีแนวคิดที่จะส่ง กาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา “บุญจง” ลงรักษาฐานเดิม แต่เมื่อประเมินแล้วยัง“สุ่มเสี่ยง” ที่หากพลาดพลั้งย่อมสะเทือนไปถึงขวัญและกำลังใจในการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า
ภูมิใจไทยจึงอาจต้องส่ง “บุญจง” รองหัวหน้าพรรค และแม่ทัพคนหนึ่งในภาคอีสาน ลงรักษาเก้าอี้ตัวนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีมติให้ “บุญจง” ทิ้งเก้าอี้ มท.2 หรือไม่
ในเวลาเดียวกัน การต้องมาเผชิญ “ศึกใน” รับมือกับแรงบีบจากประชาธิปัตย์ให้เดินตาม “บรรทัดฐาน” ของ “สุเทพ” จึงสร้างแรงกดดันให้กับ “ภูมิใจไทย” ที่หากตั้งรับไม่ดีอาจจะเสียทั้งเก้าอี้รัฐมนตรี และเก้าอี้ สส.โคราช ตัวเดิม
เมื่อความขัดแย้งระหว่าง “เนวิน” และ “อภิสิทธิ์” บานปลายจนนำมาสู่แนวคิดถีบ“ภูมิใจไทย” ทิ้งพ้นรัฐบาล ตัดตอนข่าวฉาวทั้งหลาย การจะสละเก้าอี้ มท.2 เวลานี้ ย่อมไม่อาจทำให้ภูมิใจไทยวางใจได้
ไม่ต่างจากท่าทีของชาติไทยพัฒนา เมื่อ “เกื้อกูล” ยังประกาศรักษาเก้าอี้ รมช.คมนาคม และจะลงสมัครเลือกตั้งซ่อมอยุธยา แบบไม่สนใจแรงบีบจากนายกฯ อภิสิทธิ์
สำทับด้วยท่าทีจาก “เฮียตือ” สมศักดิ์ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่ออกมากระตุกขาประชาธิปัตย์ว่า นายกฯ จะทำอะไร พรรคร่วมรัฐบาลให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจ ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่าย เพราะฉะนั้นอยากให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เคารพ และให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร
“ถามว่ามันเสียคุณธรรม จริยธรรมตรงไหน สิ่งที่นายเกื้อกูลกำลังจะทำมันขัดรัฐธรรมนูญหรือผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ขัด ก็ไม่เห็นนายกฯ จะต้องมาทำอะไรเลย เราต่างคนต่างอยู่ด้วยกัน พรรคร่วมรัฐบาลอยากเห็นนายกฯ เคารพการตัดสินใจของพวกเราเหมือนกัน แต่ละพรรคมีแนวทางการทำงานทางการเมืองที่แตกต่างกัน”
งานนี้จึงถือเป็นการ “วัดใจ” ระหว่างประชาธิปัตย์และชาติไทยพัฒนา และภูมิใจไทย ที่จะได้เห็นท่าทีชัดเจนหลังการประชุมพรรคในวันนี้
หากพรรคร่วมยอมโอนอ่อน สละเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนลงสมัครเลือกตั้งซ่อม หรือหาคนอื่นมาลงเลือกตั้งซ่อมแทน ย่อมทำให้บทบาทความเป็นผู้นำของ “อภิสิทธิ์” โดดเด่นขึ้นมากกับการรักษามาตรฐานตามสไตล์ประชาธิปัตย์ และสะท้อนให้เห็นว่า “อภิสิทธิ์” สามารถควบคุมทิศทางพรรคร่วมได้
แต่หากพรรคร่วมยังดื้อดึง ไม่ฟังเสียงนายกฯ เดินหน้าส่ง 2 รัฐมนตรีลงเลือกตั้งซ่อม โดยไม่ยอมลาออก ย่อมทำให้ชนวนความขัดแย้งลุกลามบานปลาย
ที่สำคัญ ภาวะผู้นำของนายกฯ ย่อมถูกทำลายลงแบบราบคาบ งานนี้ “อภิสิทธิ์” ย่อมต้องออกมาตรการกดดันที่อาจลุกลามบานปลาย เพิ่มความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลมากยิ่งขึ้น ยิ่งไพ่สำคัญในมืออย่างการปรับ ครม. หรือยุบสภาอยู่ในมือนายกฯ
ศึกในศึกนอก ในการเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้จึงเปราะบาง และสุ่มเสี่ยงเส้นทางการเมืองร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลต่อจากนี้ แบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้







