
ปัญหาสภาพคล่องโรงพยาบาลสธ. (3)
....นพ.วิชัย โชควิวัฒน์
เมื่อปลายเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวเรื่องโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มี
“หนี้สูญ” ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท และพุ่งเป้าไปที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าเป็นต้นเหตุใหญ่ เช่น พาดหัวข่าว “รพ.สธ.อ่วมหนี้สูญ 23 หมื่นล.” และพาดหัวรองว่า “เหตุ ‘สิทธิรักษาฟรี’ พ่นพิษ” โดยเนื้อข่าวสรุปว่า ในปีงบประมาณ 2552 พบโรงพยาบาล สธ.มีหนี้สูญกว่า 23 หมื่นล้านบาทโดยมาจาก
“สิทธิรักษาฟรี” มากสุดถึง 2.1 หมื่นล้านบาท จากประกันสังคมทำให้มีหนี้สูญ 800 ล้านบาท และจากสิทธิข้าราชการหนี้สูญน้อยที่สุด 237 ล้านบาท ข่าวดังกล่าวมีความพยายามเชื่อมโยงกับปัญหาสภาพคล่องในโรงพยาบาล สธ. โดยมีเนื้อข่าวว่า “ไตรมาส 3/2553 โรงพยาบาลเป็นหนี้ เงินไม่พอจ่ายถึง 253 แห่ง” (ASTV ผู้จัดการ อังคารที่ 26 ต.ค. 2553)ข่าวมิได้ระบุชื่อผู้ให้ข่าว แต่ระบุว่าเป็น
“แหล่งข่าวใน สธ.”จากการตรวจสอบจาก
“แหล่งข่าว” ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ให้ข่าวนี้ ได้ให้ข้อมูลรายละเอียด “หนี้สูญ” จากแหล่งต่างๆ สรุปได้ คือ หนี้สูญจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC หรือ Universal Coverage) 21,868.89+774.18 เท่ากับ 22,643.07 ล้านบาท หนี้สูญจากค่ารักษาที่เบิกจากคลัง คือ สวัสดิการข้าราชการ 207.27+19.71+19.47 เท่ากับ 246.45 ล้านบาทหนี้สูญจากการรักษาแรงงานต่างด้าว 16.98 ล้านบาท หนี้สูญจากประกันสังคม 800.17 ล้านบาท และหนี้สูญจากระบบประกันผู้ประสบภัยจากรถ 18.85 ล้านบาท รวม
“หนี้สูญ” ในปีงบประมาณ 2552 เป็นเงินทั้งสิ้น 23,725.51 ล้านบาทข้อมูลดังกล่าวนี้มาจากเอกสาร
“สถานะการเงินหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัด สธ.” ข้อมูลดังกล่าวนี้ หากถูกต้องและน่าเชื่อถือตามหลักการเงินการบัญชีทั่วไป ก็เป็นเรื่องน่าตกใจ และโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในสังกัดสำนักงานปลัด สธ.ก็คงไม่มีแค่ปัญหา “สภาพคล่อง” เท่านั้น แต่คงถึงขั้นล้มละลายไปเป็นจำนวนมากแล้วข้อมูลตามตารางมีข้อสังเกต คือ ตัวเลข
“ราคาขาย” ในช่องซ้ายมือสุด ซึ่งตั้งไว้สูงมาก ในขณะที่รายได้ในช่อง “รายได้สุทธิ” เป็นราคาที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคิดคำนวณจาก “ราคาที่พึงจ่าย” ตามอัตราเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปี ซึ่งเป็นราคาที่ตกลงกันระหว่างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับรัฐบาล โดย สธ.มีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2 คน คือ รมว.สาธารณสุข และปลัด สธ. และในคณะอนุกรรมการการเงินการคลังของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาเสนอหลักเกณฑ์การคำนวณและตัวเลขเหมาจ่ายแต่ละปี ก็มีคนในสังกัดของ สธ.อยู่ด้วยถึง 5 คนน่าสังเกตว่า ตัวเลขการขาดทุนอย่างรุนแรงดังกล่าว นอกจากจะไม่ทำให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัด สธ.แห่งใดล้มละลายแล้ว ในภาพรวมยังมีเงินบำรุงคงเหลือก่อนหักหนี้สินเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี จากปีเริ่มโครงการ คือ ปี 2545 มีเพียง 14,605 ล้านบาท เพิ่มเป็น 43,276 ล้านบาท ในปี 2551 และเริ่มลดลงในปี 2552 แต่ก็ยังสูงถึง 42,968 ล้านบาท
การที่มีการเสนอตัวเลข
“หนี้สูญ” ลักษณะดังกล่าวนี้ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง จะต้องพิจารณาว่าจะยอมรับและเชื่อถือข้อมูลนี้หรือไม่ ถ้ายอมรับและเชื่อถือก็ต้องปรับวิธีคำนวณตัวเลขค่าเหมาจ่ายรายหัวที่จัดสรรให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพใหม่ ซึ่งอาจจะต้องเพิ่มอัตราให้สูงขึ้นถึง 2 เท่า!อันที่จริงมีหลักฐานชัดเจนดังได้แสดงไว้แล้วว่า การที่ตัวเลขเงินบำรุงลดลงในปี 2552 จนกระทบต่อสภาพคล่องของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัด สธ.ราว 1 ใน 3 นั้น สาเหตุสำคัญเกิดจากการนำเงินบำรุงไปจ่ายเป็นค่าตอบแทน โดยสำนักงบประมาณยังมิได้จัดสรรเงินจำนวนนี้ให้ และยังมีข้อน่าห่วงใย คือ รายได้จากระบบประกันสังคมลดลงถึง 350 ล้านบาท หรือ 10.9% แต่น่าสังเกตว่าในเอกสาร
“สถานะการเงินหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัด สธ.” ไม่กล่าวถึงปัญหาสำคัญ 2 ประการนี้เลยผู้จัดทำข้อมูลนี้อาจคิด
“ฝัน” ไปว่า ถ้ารัฐบาลรับตัวเลข “หนี้สูญ” แล้วปรับอัตราเหมาจ่ายเพื่อมิให้เกิดหนี้สูญ ก็จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดแนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นการเพ้อฝัน เนื่องจากคงไม่มีรัฐบาลไหนยอมรับ เพราะนอกจากจะไม่สมเหตุผลและจะเป็นภาระที่มากจนรับไม่ไหว และยังจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารโดยไม่สมควรอย่างยิ่ง
การเสนอข้อมูลและกระพือข่าว
“หนี้สูญ” ลักษณะนี้ นอกจากจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว ยังเป็นการเบี่ยงเบนปัญหา ไม่สนใจไปที่สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายออกไป






