
APEC รอบโยโกฮามา เวทีนี้ไม่มี วิกฤตค่าเงิน
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย.นี้ ที่เมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น จะเป็นการหารือทางการค้าเป็นหลัก ดังที่เคยเป็นมาในการประชุมคราวก่อนๆ
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย.นี้ ที่เมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น จะเป็นการหารือทางการค้าเป็นหลัก ดังที่เคยเป็นมาในการประชุมคราวก่อนๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย.นี้ ที่เมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่น จะเป็นการหารือทางการค้าเป็นหลัก ดังที่เคยเป็นมาในการประชุมคราวก่อนๆ
ประเด็นสำคัญของการประชุมรอบโยโกฮามามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ การร่วมแรงร่วมใจยุติมาตรการกีดกันทางการค้า และการร่วมมือเพื่อผลักดันให้ APEC เป็นกลไกของการริเริ่มข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ประเด็นเหล่านี้จะคัดกรองสาระสำคัญในการประชุมที่โยโกฮามา เพื่อจะนำมาเป็นวาระการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 พ.ย. ที่นครเกียวโตของญี่ปุ่น
เห็นได้ชัดว่า การประชุมครั้งนี้พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวอย่างวิกฤตค่าเงิน ทั้งๆ ที่วิกฤตนี้กำลังทวีความรุนแรง ภายหลังจากที่เงินเหรียญสหรัฐยิ่งอ่อนค่าลง รับกับการอัดฉีดทุนเข้าระบบอย่างมโหฬารของธนาคารกลางสหรัฐ
หากมีการหารือเรื่องวิกฤตค่าเงินในเวที APEC จะนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเวทีที่ (เกือบ) ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้มาพบกันเป็นครั้งแรก
ในเวที APEC มีคู่กรณีในวิกฤตค่าเงินครบถ้วนกว่าการประชุม G20 เพราะมีทั้ง สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน ประชาคมอาเซียน และออสเตรเลีย ยกเว้นเพียงบราซิลเท่านั้น ที่มิได้สังกัดการประชุมนี้ แต่อยู่ในเวที G20
ในทางทฤษฎีและปฏิวัติ การที่ APEC ละเว้นประเด็นค่าเงินถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แรกก่อตั้งของกลุ่มที่จะ “สนับสนุนการค้าเสรี” ขณะที่ G20 มีหน้าที่พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับระบบการเงินโลก
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ในท่าม กลางวิกฤตด้านการเงินที่เริ่มก่อตัวขึ้น APEC จึงละเลยที่จะพิจารณาประเด็นปัญหานี้ ทั้งๆ ที่สมาชิก APEC ทั้ง 21 ประเทศมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันในสัดส่วนถึง 54% ของ GDP ทั้งโลก และมีสัดส่วนการค้ารวมกันถึง 44% ของทั้งโลก
หากพิจารณาประเด็นสำคัญ “ด้านการค้า” ที่การประชุมรอบโยโกฮามาหยิบยกขึ้นมาพิจารณา จะพบว่า ยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ที่มิได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใด มิหนำซ้ำบางประเด็นยังถูกทอดทิ้งจากประชาคมโลกมาเนิ่นนาน จนแทบหมดสิ้นความสำคัญลง
ว่าด้วยประเด็นการร่วมมือเพื่อผลักดันให้ APEC เป็นกลไกของการริเริ่ม FTA ข้อนี้ไม่มีความคืบหน้ามากนักหลังจากนานาประเทศเผชิญกับวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ยังผลให้ต้องพับการเจรจา FTA ที่เคยคึกคักลง
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพเปิดเผยว่า อาจมีการหารือเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีร่วมที่ครอบคลุมสมาชิก APEC ทั้ง 21 ประเทศ หรือ TransPacific Partnership (TPP)
อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากภาวะอัมพาตที่เกิดขึ้นกับกระแส FTA และความนิยมของแต่ละประเทศที่ต้องการบรรลุข้อตกลงแบบเป็นรายประเทศมิใช่เหมายกแผง ประเด็น FTA มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นเพียงไม้ประดับในการประชุมใหญ่วันเสาร์นี้
ว่าด้วยประเด็นการร่วมแรงร่วมใจยุติมาตรการกีดกันทางการค้า
สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ที่ประชุมจะตกลงให้วางมาตรการตอบโต้การกีดกันทางการค้าที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุด ที่จีนระงับการส่งออกแร่ธาตุหายากไปยังญี่ปุ่น สำหรับประเด็นนี้ นับว่ามีความคืบหน้าที่สุด หากพิจารณาจากความขัดแย้งบานปลายระหว่างจีนสหรัฐ และจีนญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ในความคืบหน้าของการสกัดกั้นกระแสกีดกันทางการค้ายังคงมีปัญหาพื้นฐานที่ไม่ได้รับการกล่าวถึง และเป็นปัญหาพื้นฐานทางการค้าที่ได้แปรสภาพเป็นวิกฤตขนาดย่อมๆ
นั่นคือ วิกฤตค่าเงิน อันเป็นประเด็นปัญหาที่ APEC พยายามแตะต้องให้น้อยที่สุด และที่ประชุมระบุถึงเพียงแค่เจตนารมณ์ร่วมกันของชาติสมาชิกที่พยายามปล่อยจะไม่ให้สกุลเงินของตนอ่อนค่าบนความเสียหายของประเทศคู่ค้า
แท้จริงแล้ว การค้ากับค่าเงินเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มิใช่เพียงความเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของทุนที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศที่มีเงินแข็งค่าเท่านั้น (โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน) แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับภาคส่งออกของประเทศที่มีการแข็งค่าของสกุลเงินอีกด้วย
น่าประหลาดใจที่นานาประเทศในเอเชียแปซิฟิกโจมตีสหรัฐอย่างรุนแรงที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จนคล้ายกับว่าสหรัฐพยายามกดให้ค่าเงินของตนอ่อนลง เพื่อกระตุ้นการส่งออกของตนบนความสูญเสียของภาคส่งออกประเทศอื่นๆ
แต่แล้วเอเชียแปซิฟิกกลับพยายามบ่ายเบี่ยงไม่แตะต้องเรื่องนี้ หรือพยายามแตะให้น้อยที่สุด ในการประชุมที่โยโกฮามาและเกียวโต
เหตุผลของเรื่องนี้อาจมีอยู่ 2 ประการ
ประการแรก APEC ต้องการรอให้ที่ประชุมสุดยอด G20 สามารถสรุปแนวทางการแก้ไข้วิกฤตค่าเงินให้ได้เสียก่อน ในฐานะที่เป็นกลุ่มที่หารือเรื่องนี้โดยตรง หากผลที่ได้จากการประชุม G20 มีความชัดเจนมากพอ APEC อาจมีแถลงการณ์ร่วมในอีกไม่นาน
คาดว่า หากถึงจุดนี้ APEC จะสามารถแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างในวิกฤตค่าเงินได้ในระดับหนึ่ง
ประการที่สอง APEC ไม่อาจประนีประนอมกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากการที่จีนปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐที่จะให้ปรับดุลการค้าเพื่อลดกระแสความขัดแย้งในตลาดโลก
ข้อเสนอของสหรัฐเห็นชัดว่า แฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่จะให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพราะสหรัฐผูกติดประเด็นค่าเงินหยวนกับภาวะขาดดุลการค้าของตนกับจีนมาโดยตลอด
สัญญาณของการไม่ประนีประนอมยังแสดงออกให้เห็นผ่านทางการใช้มาตรการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเอเชีย ภายหลังจากที่สหรัฐไม่ยอมลดราวาศอกกับการกดค่าเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนลง
ล่าสุด ผู้ว่าการสำนักงานตรวจสอบทางการเงินของเกาหลีใต้แย้มว่า อาจใช้มาตรการควบคุมอนุพันธ์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เพื่อควบคุมกระแสไหลบ่าของทุนนอกที่กำลังหลั่งไหลเข้าเกาหลีใต้และเอเชียอย่างรวดเร็ว
จะเห็นได้ว่า แม้ APEC จะไม่หารือเรื่องค่าเงิน แต่เปิดประตูให้สมาชิกแก้ปัญหากันเอาเอง เพราะหาไม่แล้วหากนำประเด็นนี้เป็นวาระหลักของการประชุม อาจทำให้เวทีล่มได้
แต่วิธีคิดเช่นนี้ รังแต่จะถูกเย้ยหยันว่าเป็นการหนีปัญหาและการเผชิญหน้าเพื่อหารืออย่างตรงไปตรงมา
อีกทั้งการยึดมั่นในหลักการที่จะต้องหารือเรื่องการค้าและการลงทุนเป็นหลัก อาจทำให้ APEC ด้อยสมรรถภาพลงในฐานะเวทีเศรษฐกิจระดับโลก
ในช่วงเวลาวิกฤต ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางสถานการณ์ที่อาจเกิดการเผชิญหน้าได้ทุกเมื่อ







