posttoday
ความท้าทายของการผลิตไฟฟ้าในเอเชีย (จบ)

ความท้าทายของการผลิตไฟฟ้าในเอเชีย (จบ)

09 พฤศจิกายน 2553

 

 

.....โชติชัย สุวรรณาภรณ์

ที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ ทางทบวงพลังงานโลกมองว่าแนวโน้มของโลกในช่วงสองทศวรรษนับจากนี้ โลกยังคงต้องพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสองตัวหลัก คือ ถ่านหิน กับ ก๊าซธรรมชาติ ดูได้จากตัวเลขล่าสุดของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั่วโลกรวมกันสูงถึง 217 กิกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวกว่า 80% เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย ในขณะที่ทางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามนโยบายที่มุ่งเน้นรื่องการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง แต่อย่างไรก็ตามกระแสด้านสิ่งแวดล้อมก็ดูจะมีอิทธิพลน้อยกว่าปัจจัยบวกด้านอื่นของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นับวันจะมีความได้เปรียบจากเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากระดับ 35% เป็น 40% ในช่วงปี 25502573 รวมทั้งเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการดักจับได้ถึง 90% ของก๊าซที่ปล่อยออกมา แต่ยังติดปัญหาที่เทคโนโลยียังมีราคาแพงอยู่ ในส่วนของโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาตินั้น พบว่ามีการสร้างโรงไฟฟ้าชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันในเกือบทุกมุมโลก ถึงแม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าราคาก๊าซธรรมชาติน่าจะปรับสูงขึ้นอีกในอนาคต แต่ด้วยปัจจัยดึงดูดในด้านระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติต่ำกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลชนิดอื่น และระยะเวลาการก่อสร้างที่สั้นกว่า รวมถึงต้นทุนการก่อสร้างที่น้อยกว่า เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

นับแต่นี้ต่อไปการวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จะมีความยากและท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย เพราะวัตถุประสงค์ของการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตมีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อน เงื่อนไขในการเลือกสร้างโรงไฟฟ้าแบบใดจะไม่ได้อยู่ที่การพยายามลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้ต่ำสุดแต่อย่างเดียว หากแต่ยังต้องคำนึงถึงการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนับวันความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนยิ่งดูจะทวีบทบาทสำคัญมากขึ้นและไม่อาจละเลยได้ ในอนาคตการผลิตสินค้าอันใดเพื่อส่งไปขายยังต่างประเทศจำเป็นต้องมีการติดฉลากบ่งบอกถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตนั้นก่อนส่งออกไป หากไทยเราผลิตสินค้าที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเกณฑ์ที่ประเทศผู้นำเข้าสินค้ากำหนด ก็จะทำให้ประเทศผู้นำเข้าใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษี (NonTariff Barrier) ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าไทยต้องจ่ายภาษีแก่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกมานั่นเองหากต้องการขายสินค้านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อภาษีชนิดนี้ว่า ภาษีคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Tax) แต่เหนือสิ่งอื่นใดเราคงไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบังคับให้เราต้องรับผิดชอบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกมาหรอก เพราะเท่าที่เห็นทุกวันนี้ความวิปริตผันแปรของภูมิอากาศในบ้านเราที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ร้อนจัดขึ้นทุกปี หรือฝนที่ตกลงมาผิดฤดูมากเกินพอดีจนเกิดภาวะน้ำท่วมเสียหายครั้งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวบ่งชี้ว่า เราไม่อาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป เพราะอย่างไรเสียมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นก็คือภาษีอีกรูปหนึ่งที่เราต้องจ่ายคืนให้แก่ธรรมชาติอยู่ดี ในครั้งหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกลไกการพัฒนาสะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ซึ่งนับวันจะยิ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสาขาพลังงานสำหรับโลกยุคต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท