
งบประมาณ...อลเวง
วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถือว่ารุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนมากที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ
วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถือว่ารุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนมากที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถือว่ารุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนมากที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ
ปัญหาตามมา คือ รัฐบาลต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล เข้าไปช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งเฉพาะหน้าและหลังน้ำท่วมมหาศาลเช่นเดียวกัน
ยิ่งท่วมติดต่อกันยาวเป็นหางว่าว ตั้งแต่ภาคอีสาน กลาง ใต้ ก็ยิ่งทำให้เม็ดเงินภาษีที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือให้พี่น้องมีขวัญกำลังใจกลับมาสู้ชีวิตอีกครั้งก็บานขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาติดเบรกการใช้เงินช่วยเหลือน้ำท่วม โดยเฉพาะการใช้เงินฟื้นฟูหลังน้ำท่วม จะต้องใช้วิธีการโยกเม็ดเงินจากเงินงบประมาณ 2554 และเงินจากโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง มาใช้จ่ายเสริมในส่วนนี้
เหตุผลก็คือ การจะหวังมาใช้เงินจากงบกลางของปี 2554 อย่างเดียวเห็นทีจะรับไม่ไหว เพราะงบที่มีอยู่ 4.7 หมื่นล้านบาท แค่น้ำท่วมเดือนเดียว เงินส่วนนี้ถูกใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า จากมาตรการจ่ายเงินช่วยครอบครัวละ 5,000 บาท ก็ต้องใช้เงินไปถึง 2 หมื่นล้านบาทแล้ว
หากยังปล่อยให้มีการมา “มะรุมมะตุ้ม” ใช้เม็ดเงินในส่วนนี้แก้ปัญหาน้ำท่วมต่อไปแบบไม่ลืมหูลืมตา จะเป็นเหมือนใช้เงินเป็นเบี้ยหัวแตก และจะเป็นการแก้ไขที่ขุดหลุมปัญหาใหม่ไว้ ให้เดินตกลงไปบาดเจ็บในอนาคต
เพราะขณะนี้เพิ่งเข้าเดือนที่ 2 ของปีงบประมาณ 2554 ก็มีการใช้งบกลางไปกว่าครึ่งแล้ว และหากปล่อยให้ใช้ต่อไปมีหวังหมดเกลี้ยงถัง
หากเกิดปัญหาวิกฤตขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ในช่วงอีก 10 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณนี้ เห็นทีพี่ไทยตายทั้งเป็น เพราะไร้กระสุนจะไปสู้รบตบมือกับใครได้
อย่างที่รู้กันว่า หลังจากภัยน้ำท่วมใหญ่ ก็จะมีภัยหนาวตามมาลูกใหม่
ถ้าเข้าหน้าร้อน...ภัยแล้งก็จะมาเยือนอีก สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร ทุกวิกฤตล้วนต้องใช้เงินเฉพาะหน้าแก้ไขปัญหาทั้งนั้น
นอกจากนี้ ปัญหาวิกฤตการเงินก็ใช่นิ่งแล้ว แม้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้น ทำให้สบายใจไประดับหนึ่ง แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง การเมืองที่ยังเป็นคลื่นใต้น้ำ พร้อมที่จะเจาะยางเศรษฐกิจได้ทุกเวลา และหากมีปัญหารัฐบาลก็คงต้องเข้าไปพยุง ซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องใช้เงิน
แม้ว่ามีหลายคน “มองข้ามช็อต” ว่า งบกลางปี 2554 ไม่พอ รัฐบาลก็น่าจะไปล้วงเงินคงคลังที่มีสูงถึง 4 แสนล้านบาท มาแก้ไขปัญหา แต่เมื่อรัฐบาลคิดหน้าคิดหลัง เห็นแล้วเกาไม่ถูกที่คัน เพราะการใช้เงินคงคลังไม่ได้ใช้ได้เปล่า นำเงินไปใช้ปีนี้ ปีต่อไปรัฐบาลก็ต้องเอาเงินจากงบประมาณมาคืน เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง ก็เท่ากับการใช้เงินปีนี้ก็จะไปเบียดงบปีหน้าให้น้อยลง
เมื่อมองหน้าแลหลัง รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงฟันธงให้โยกงบของปี 2554 และงบไทยเข้มแข็ง มาตัดปะผุแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหลังน้ำลดเป็นก๊อกแรกไปก่อน
โดยในส่วนของงบไทยเข้มแข็ง เบื้องต้นก็จะแคะเม็ดเงินที่ยังไม่ได้ใช้มาได้จำนวน 4,000 ล้านบาท เข้าไปฟื้นฟูน้ำท่วมก่อนเป็นลำดับแรก
หลังจากนั้นก็จะมีการโยกงบปี 2554 ที่ตอนนี้กำลังพลิกหน้าพลิกหลังว่าจะตัดจะทอนจากโครงการไหนมาฟื้นฟูน้ำท่วมได้บ้าง
เช่นเดียวกับงบข้ามปี 2553 ที่ถูกไปเอกซเรย์กันทุกโครงการ ว่าโครงการไหนไม่เดินหน้า ยังไม่พร้อมใช้เงิน ก็จะถูกโยกมา “ถม” ช่วยฟื้นฟูน้ำท่วมทันที
การดำเนินการมาตรการโยกเงินเล็กเงินน้อยมาฟื้นฟูปัญหาใหญ่อย่างนี้ ต้องยอมรับว่ามีข้อดีและข้อเสีย
ในด้านข้อดี ก็ต้องยกนิ้วให้รัฐบาลว่า มีวินัยการเงินการคลังสูง ไม่ใช้เงินมือเติบ และพยายามใช้เม็ดเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด
แต่ข้อเสียก็น่าคิด การที่ต้องไปขูดเล็กผสมน้อย จะมีความเพียงพอและความรวดเร็วของจำนวนเงินในการเข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง และได้ทันท่วงทีกับความเสียหายกว่าที่กินวงกว้างถึงครึ่งประเทศได้หรือไม่
นอกจากนี้ การประหยัดเงินภาษี ในทางการเมืองก็จะเกิดเกาเหลาชามใหม่ในรัฐบาล เพราะบรรดานักการเมืองอาชีพ ที่ก่อนหน้านี้ตาวาวเล็งไว้จะได้ทั้งเงินงบประมาณ แถมจะได้เงินพิเศษจากช่วยน้ำท่วมติดไม้ติดมือ ต่างต้องผิดหวังคอพับกันไปเป็นแถวๆ
ยิ่งซ้ำร้ายเงินใหม่ไม่ได้ แถมเงินเก่ายังต้องมาถูกเบียดไปใช้แก้ไขน้ำท่วมให้ช้ำกำลังสอง ทำให้นักการเมืองอาชีพคงไม่มีใครปล่อยงบในมือไปลงกองกลางแก้ไขน้ำท่วมได้ง่ายๆ เพื่อบีบนายกรัฐมนตรีให้คายเงินงบกลางมาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมากที่สุด
เมื่อแนวโน้มการเป็นเกม “ชักเย่อ” งบ ประมาณกันไปมาอย่างนี้ คนที่รับทุกข์เห็นทีก็เป็นคนน้ำท่วม ที่ต้องตั้งตารอเงินที่จะมาช่วยเหลือได้มากน้อยและรวดเร็วขนาดไหน
ก็ต้องถือว่ามาตรการโยกงบช่วยน้ำท่วม ก็ไม่ราบรื่น ปัญหาในการดำเนินการ ก็ไม่ใช่ง่าย แล้วยังต้องมาเจอตอการเมือง
ทำให้มาตรการนี้เหมือนกำลังจมน้ำหายใจไม่ออกอยู่!!!
ตอนนี้จึงอยู่ที่ฝีไม้ลายมือของนายกฯ อภิสิทธิ์เท่านั้น ว่าจะร่ายคาถาให้พ้นปัญหาอุปสรรค และสะกดจิตนักการเมืองที่หากินบนคราบน้ำตาให้อยู่หมัด
เพื่อที่จะผลักดันมาตรการโยกงบซับน้ำตาน้ำท่วมไม่ให้ล้มเหลวได้อย่างไร







