
อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์
....ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์
ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อเป็นข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจสำคัญที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเงินเฟ้อมีความสำคัญในการเป็นตัวปรับอำนาจซื้อของเงินในระบบเศรษฐกิจ จากมูลค่าที่เป็นตัวเงิน (Nominal term) เป็นมูลค่าที่แท้จริง (Real term) โดยทั่วไปเวลาพูดถึงอัตราเงินเฟ้อคนทั่วไปจะให้ความสำคัญกับข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่คำนวณจากอัตราการเปลี่ยนแปลงในดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำและเผยแพร่เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เก็บจากราคาเฉลี่ยของสินค้าประเภทต่างๆ ที่ขายในระบบเศรษฐกิจ ตามน้ำหนักซึ่งเป็นตัวแทนของสัดส่วนของสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วไปใช้จ่ายในแต่ละเดือน ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวแทนของอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา แต่ในวันนี้อัตราเงินเฟ้อที่ผมจะพูดถึงเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ระบบเศรษฐกิจคาดการณ์ ซึ่งแสดงถึงมุมมองเกี่ยวกับระดับราคาสินค้าในอนาคตครับ
อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expec tation) เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค เพราะการตัดสินใจของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ มีลักษณะเป็นการมองล่วงหน้า (Forward looking) โดยเฉพาะในด้านการลงทุน การออม หรือการกำหนดอัตราค่าจ้าง ซึ่งการตัดสินใจในปัจจุบันจะมีผลต่อรายรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ฝากเงิน, ลงทุนในตราสารหนี้) คำนวณจาก
“อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน ลบ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ใน 1 ปี ข้างหน้า” ต้นทุนของการลงทุน (Real cost of capital) คำนวณจาก “อัตราดอกเบี้ย ลบ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ใน 1 ปี ข้างหน้า ปรับด้วยค่าเสื่อมราคา และภาษีเงินได้นิติบุคคล” หรืออัตราค่าจ้างที่แท้จริง คำนวณจาก “อัตราค่าจ้างที่เป็นตัวเงินปรับด้วยการคาดการณ์ระดับราคาสินค้าในอนาคต” เป็นต้น นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการเงินผ่านช่องทางการคาดการณ์ (Expectation channel)ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จะเป็นตัวแปรมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจมหภาค แต่การวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ปัจจุบันยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งสาเหตุที่สำคัญคืออัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นตัวเลขได้โดยตรงเหมือนอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง วิธีทางเศรษฐศาสตร์ในการวัดค่าคาดการณ์นี้สามารถแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลักคือ 1) การสำรวจข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับการคาดการณ์เงินเฟ้อจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง (Surveybased measures) และ 2) การวิเคราะห์ผลของการคาดการณ์ที่แฝงอยู่ในราคาตลาดของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ (Marketbased measures) รวมถึงอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องที่มีมูลค่าทางทฤษฎีกำหนดโดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน
โดยวีธีการสำรวจจะมีข้อดีคือข้อมูลที่ได้จะเป็นตัวเลขการคาดการณ์โดยตรงจากกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการ แต่มีข้อเสียคือการสำรวจจำเป็นต้องได้กลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมเพื่อเป็นตัวแทนของการคาดการณ์โดยรวม ในบางครั้งอาจต้องใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นทุนในการรวบรวมข้อมูล และต้องมีการควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการตอบแบบสำรวจอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลการสำรวจเงินเฟ้อคาดการณ์ที่มีการจัดทำในประเทศไทย คือ ข้อมูลจาก Business Sentiment Survey จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จากการสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ และการสำรวจของ Consensus Economics.com ซึ่งสำรวจการคาดการณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ในสถาบันการเงิน โดยข้อมูลจะมีการสำรวจเป็นรายเดือนและรายไตรมาส
ส่วนวิธีการคำนวณจากข้อมูลราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จะมีข้อดีที่สามารถรวบรวมข้อมูลที่แสดงการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วจากข้อมูลตลาดของราคาสินทรัพย์และอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลเป็นรายวันและระหว่างวัน นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของตลาดโดยรวมที่ไม่มีความเอนเอียงจากการสุ่มตัวอย่าง หรือการตอบแบบสำรวจอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่ข้อเสียที่สำคัญคือวิธีการคำนวณนี้ต้องมีการกำหนดข้อสมมติเกี่ยวกับการกำหนดราคาหลักทรัพย์ และผลที่ได้จะอ่อนไหวกับข้อสมมติและวิธีการที่ใช้ในการคำนวณ โดยวิธีการคำนวณจากตราสารทางการเงินนี้ปัจจุบันมีการคำนวณโดยทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งโดยทั่วไปจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายการเงิน
ตัวอย่างของราคาสินทรัพย์และอนุพันธ์ที่ใช้ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ที่สำคัญประกอบด้วย ราคาพันธบัตรรัฐบาลที่ดอกเบี้ยจ่ายมีการปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflationlinked bond) โดยเปรียบเทียบอัตราราคาพันธบัตรที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันที่ไม่ปรับการจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่มีระยะเวลาครบกำหนด (Time to maturity) ที่แตกต่างกัน (Yield curve)
แต่ข้อมูลที่ได้จากราคาสินทรัพย์นี้มีข้อเสียคือจำเป็นต้องมีการกำหนดข้อสมมติเกี่ยวกับการกำหนดราคาหลักทรัพย์ และผลที่ได้จะอ่อนไหวกับข้อสมมติและวิธีการที่ใช้ในการคำนวณ นอกจากนี้ยังมีขึ้นอยู่กับความพร้อมของตลาดตราสาร และสภาพคล่องในการซื้อขายของตราสาร โดยในปัจจุบันพัฒนาการของตลาดการเงินในประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อการให้ข้อมูลราคาสินทรัพย์และอนุพันธ์ที่จำเป็นหลายๆ ตัว เช่น Inflationlinked bond หรือสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรยังไม่มากพอที่จะได้ผลการคำนวณที่สะท้อนการคาดการณ์ได้อย่างเหมาะสม
แต่ในเร็วนี้ทางกระทรวงการคลังมีโครงการในการขาย Inflationlinked bond และจากพัฒนาการของตราสารอนุพันธ์หลายๆ อย่าง เช่น Interest rate futures ซึ่งหากในอนาคตได้รับการพัฒนาการให้มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่สูงขึ้น จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ได้นอกเหนือจากจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายการเงินหรือวิเคราะห์ผลการตอบสนองของประชาชนต่อการสื่อสารของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อหน่วยงานธุรกิจ และประชาชนทั่วไปในการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ เพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมครับ







