posttoday
หนุนขึ้นดอกเบี้ยเงินเฟ้อจ่อวิกฤต

หนุนขึ้นดอกเบี้ยเงินเฟ้อจ่อวิกฤต

07 พฤศจิกายน 2553

เตือนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจ หนุนขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

เตือนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจ หนุนขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

นายบัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับวิกฤตการเงินโลก” ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในวัฎจักรขาขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้โต 7-8% และปีคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3-5% แต่ต้องระวังดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพและไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากเงินทุนไหลเข้า

ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำ 0-0.25% และอัดฉีดเงินเข้าระบบอีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ยังมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสภาพคล่องมากมีความเสี่ยงที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นและเกิดปัญหาฟองสบู่ สิ่งที่ต้องทำคือการป้องกัน โดยสนับสนุนให้ใช้นโยบายดอกเบี้ยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและคุมปัญหาเงินเฟ้อ เพราะหากไม่รีบแก้ไขจะเกิดปัญหาตามมามากและจะแก้ไขได้ยากขึ้น

ในขณะเดียวกันต้องมีมาตราการรองรับหากเงินไหลทุนเข้าไหลบ่าออกไปหลังจากเศรษฐฏิจสหรัฐยุโรป ดีขึ้น ดังนั้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

“ดอกเบี้ยเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ว่ายังไม่ควรขึ้นดอกเบี้ย เพราะมองว่าเงินเฟ้อยังต่ำอยู่นั้น เป็นความคิดที่ผิด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. อยู่ที่ 2.8% เดือน ก.ย. อยู่ที่ 3% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.1% การที่เห็นอัตราเงินเฟ้อที่ดูเหมือนว่าต่ำแท้จริงมีการควบคุมราคาสินค้าอยู่ ในขณะที่ดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิตที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ชี้ชัดว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อมีมากซึ่งปัญหาเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะประมาทต้องมองไปข้างหน้าให้มากๆ”นายบัณฑิต กล่าว

ในขณะเดียวกันถ้าคิดว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เงินส่วนต่างดอกเบี้ยมากขึ้นยิ่งที่จะทำให้เงินไหลเข้ามากมากระทบกับค่าเงินบาทแข็งค่าและกระทบกับการส่งออกนั้น มองว่าผลค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นเรื่องการใช้นโยบายการบริหารเงินระยะสั้น ซึ่งนโยบายการเงินที่สำคัญจะต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องตัดสินใจวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้อาจจะสายเกิดที่จะแก้ไขและปัญหายากขึ้น

ทั้งนี้มีหลายประเทศเช่นธนาคารกลางธนาคารกลางออสเตรเลียประกาศปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอยู่ที่ 4.75% และอินเดียมีการปรับอัตราดอกเบี้ย 6.25 % ซึ่งสูงกว่าไทยที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75 % ก็ยังไม่สามารถที่จะสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ สะท้อนว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่สามารถลดแรงเงินทุนไหลเข้า แต่ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียให้ผลตอบแทนระยาวมากกว่าจึงมีผลให้เงินทุนไหลเข้ามาลงทุน

สหรบายบัณฑิตกล่าวว่า สำหรับการดูแลปัญหาเงินไหลเข้าและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจนั้นมี 4 แนวทาง คือ 1.ธปท.ดูแลและเน้นนโยบายการเงินระยะยาว ที่รักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมากกว่าจะใช้นโยบายระยะสั้น โดยเฉพาะการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ เงินไหลเข้ามาเป็นปัญหาทั้งภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นจะต้องมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพระดับอาเซียนให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศใช้มาตรการต่างๆในการสักดเงินทุนไหลก็ไม่ได้ผล

2.ธนาคารพาณิชย์ควรช่วยดูแลในการซื้อขายเงินสกุลต่างประเทศให้เป็นไปตามกฎของ ธปท. รักษามาตราฐานการปล่อยสินเชื่อไม่ให้มีการใช้จ่ายเกินตัว ก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่หรือการเก็งกำไร 3.ภาครัฐควรมีมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือเอกชนให้ปรับตัวได้ และภาครัฐควรจะลดการใช้จ่าย สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินการคลังให้กลับสู่ปกติ และรักษาวินัยทางการคลังให้มีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

4.ภาคเอกชนต้องปรับตัวบริหารความเสี่ยง หันมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศมากขึ้นเนื่องจากแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าจะมาจากการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศและการบริโภคภายใน

ทั้งนี้ 4 แนวทางกทุกผ่ายจะต้องรวมกันเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพให้และทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เพื่อไม่ให้ไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เพราะได้รับบทเรียนมากพอแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท