posttoday
ตัวตนบนคราบน้ำตา

ตัวตนบนคราบน้ำตา

07 พฤศจิกายน 2553

....ปราฏา เหมทิวากร

คงต้องวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนาน สำหรับบทบาทของภาครัฐและสื่อมวลชนในการบรรเทาปัญหาอุทกภัยครั้งนี้

ที่ต้องวิพากษ์กันก็เพื่อ “ค้นหา” ความจริง ด้วยสายตาที่เที่ยงธรรม ว่ากลไกอะไรที่มันฟังก์ชัน หรือทำตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุด

ส่วนตัวผมเองทั้งทึ่งและฉงน?...กับบทบาทของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เกิดอุทกภัยใหญ่ที่ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ส่วนตัวแล้วมองบทบาทของช่องนี้ มีทั้งด้าน “บวกและลบ” ซึ่งคงต้องว่ากันเป็นช็อตๆ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเสนอข่าวมีความ เร็ว แรง และทรงพลังยิ่ง ในการหลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เป็นการแสดงอานุภาพในการระดมความช่วยเหลือยิ่งกว่าสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ และเป็นเงาทะมึนที่ครอบงำเหนือภาวะผู้นำของรัฐบาล

ไม่เพียงจะมี “ซูเปอร์สตาร์ด้านสื่อสารมวลชน” อยู่เต็มหน้าจอแล้ว ยังมีเครื่องมือในการสื่อสารที่ล้ำสมัยที่สุดในบรรดาสื่อด้วยกัน

ความสำเร็จพิสูจน์ได้จากยอดสิ่งของและยอดคนที่มาร่วมบริจาคที่ต้องบอกว่าคลาคล่ำอาคาร

แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามตั้งแต่สัปดาห์แรก ของอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ที่ปักธงชัยก็คือ การรายงานข่าวของช่อง 3 ทั้งส่วนกลางและที่ลงพื้นที่

ประเด็นของผมไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเรื่องความบริสุทธิ์ใจของคนข่าวแม้แต่น้อย

ผมเพียงแต่ใช้หลัก “ทฤษฎีสื่อสารมวลชน” มาจับเพื่อวิเคราะห์ และสแกนบทบาทของสื่อมวลชนในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเท่านั้น

แม้จะได้รับคะแนนนิยมหรือเรตติ้งไปกระจุยกระจาย แต่ผมกลับเป็นห่วงเรื่องการทำหน้าที่ตามแก่นแกนที่ดีของสื่อมวลชน

เมื่อมีการใช้เวลาออกอากาศ เพื่อประชาสัมพันธ์ความช่วยเหลือของตนเองที่มอบให้กับผู้เดือดร้อนตลอดเวลาถี่ยิบ อย่างนี้มันเป็นเรื่องของงานประชาสัมพันธ์เพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์มากเกินไปหรือไม่

แน่นอนผมคิดว่านี่ไม่ใช่การรายงานข่าวเต็ม 100% ...

เมื่อทางห้องส่งประชาสัมพันธ์แต่เรื่องคลื่นคนที่มาบริจาคเงินและสิ่งของ ส่วนนักข่าวในพื้นที่ก็โหมประชาสัมพันธ์แต่การส่งมอบถุงยังชีพที่มีตราประทับชื่อสถานีตัวเองตลอดเวลา

ภาพข่าวส่วนใหญ่ที่ออกไป จึงมีแต่ความเดือดร้อนของชาวบ้าน และการมอบถุงยังชีพที่มีตราประทับของตัวเองเท่านั้น หรืออาจจะมีของหน่วยงานอื่นๆ บ้างผมก็ว่าน้อยมากจริงๆ

วิธีการรายงานข่าวแบบใหม่ ที่ผมเห็นก็คือ ทำข่าวไปด้วย นำของไปบริจาคด้วย และสะท้อนความเดือดร้อนออกมาด้วย เหมือน “เรียลิตีโชว์” เป็นการเร้าอารมณ์คนดูได้ดีมาก

เพราะในช่วงแรกๆ ที่ภาครัฐและสื่ออื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน สิ่งที่ช่อง 3 เปิดเกมรุก ถือว่าเฉือนช่องอื่นกระจุย

ปัญหาก็คือการเสนอข่าวของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ตลอดเวลา ตอกย้ำอารมณ์คนดู และเอาแต่ภาพถุงยังชีพของตัวเองมาออกอากาศ มันทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือชาวบ้านเลยหรือ

ล่าสุดมีคนทวิตเตอร์ไปสะกิดผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องนี้ว่า ข้าวของเครื่องใช้ที่ช่วยผู้ประสบภัยนั้น เป็นของคนไทยที่บริจาค มิใช่คุณเพียงลำพัง

เมื่อผมลองเปลี่ยนไปดูข่าวของช่องอื่นๆ รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น สิ่งพิมพ์ เพื่อเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง ทลายกำแพงออกไป

ก็ทำให้ผมรับรู้ว่า...คนอื่นเขาก็ทำ คนอื่นเขาก็ช่วย เพียงแต่ไม่มีโอกาสในการเป็นข่าวในสื่อที่มีเรตติ้งสูงที่สุดของประเทศเท่านั้น

ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี ออกภาพคุณเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่หนีจากห้องแอร์ในกรุงเทพฯ ไปตากแดดแจกของให้คนโคราช และมีชาวบ้านมารับถุงยังชีพกันจำนวนมาก

จส.100 รายงานทางวิทยุว่า ทางมูลนิธิร่วมกตัญญู ป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครภาคเอกชนหลายหน่วยงาน ได้ระดมคนลงไปในพื้นที่ ทั้งนั่งเรือและลอยคอไปแจกสิ่งของให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ด้านในสุด ที่ยากแก่การเข้าถึง

ทีวีไทย ออกภาพทหารกว่า 10 นายจากหน่วยรบพิเศษ จ.ลพบุรี กำลังโรยตัว ไต่เชือก กลางสายน้ำที่เชี่ยวกรากและสูงถึง 2 เมตร เพื่อเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ในที่พักอาศัย

ผมอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ยังพบว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไปมอบถุงยังชีพที่นนทบุรี

คนเสื้อเหลืองก็ไป เสื้อแดงก็ไป อาสาสมัครที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ไปช่วย

ถ้าพูดกันให้แฟร์ก็คือ ทุกหน่วยงานต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างขะมักเขม้น และตึงเครียด ทั้งรัฐบาล ตำรวจ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาล อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน และผู้มีจิตศรัทธา

น่าเศร้า...ที่ผู้เสียสละเหล่านี้ไม่ได้รับการจดจารใดๆ จากการเสนอข่าวของทีวีช่องนี้

ทั้งที่ จริงๆแล้วพื้นที่น้ำท่วมนับแสนตารางกิโลเมตร คงไม่มีใครหรือสถานีโทรทัศน์ช่องใดจะสะพายกล้องเข้าไปช่วยลำพังเพียงแห่งเดียวได้

อีกคำถามของผมคือ ประชาชนที่เดือดร้อนสมควรได้รับรู้ข่าวสาร ที่จะเป็นประโยชน์กับตนเองครอบคลุมทุกด้านที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต โดยไม่มีใครมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวมาเบียดบังหรือไม่

ในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังระดมความช่วยเหลือลงไปที่โคราช มีหลายองค์กรที่ออกมาตรการเยียวยา เช่น แบงก์ประกาศยืดหนี้สินให้คนที่เดือดร้อน ประกันสังคมผ่อนผันเรื่องเงินสมทบ รัฐบาลก็เตรียมงบประมาณลงไป ฯลฯ

ถ้าชาวบ้านได้รับรู้เรื่องแบบนี้บ้างก็คงเบาใจไปเปลาะหนึ่ง...

การเสนอข่าวด้านเดียว ฝ่ายเดียว จึงถือเป็นการเบียดบังและแย่งชิงข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรทราบ ทั้งๆ ที่คลื่นความถี่ในการออกอากาศ เป็นทรัพยากรของชาติ ภาพของการเสนอข่าวด้านเดียวในสถานการณ์ที่อ่อนไหว เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งสำหรับคนทำสื่อ

ถ้าหลงลืมทฤษฎีง่ายๆ เรื่องการสร้างความสมดุลในการเสนอข่าว ทั้งด้านบวกและด้านลบ ตามที่เราต่างร่ำเรียนมาแล้ว ... ผลพวงจากการนำเสนออย่างไม่สม่ำเสมอหรือเท่าเทียม ย่อมนำไปสู่ความเสียหาย

ซึ่งผมคิดว่าผู้เสียหายจากการนำเสนอข่าวเที่ยวนี้ก็คือรัฐบาลและหน่วยงานด้านปกครอง...เต็มๆ

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่ง บอกนักข่าวที่ลงพื้นที่ว่า ช่วงอุทกภัยหนักที่โคราช ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่ข่าวที่ออกมาเหมือนตนเองไม่ได้ทำอะไร มีแต่ข่าวชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ได้สิ่งของ และมีแต่ถุงยังชีพที่มีตราประทับของทีวีช่องนี้ออกอากาศ

เพื่อนที่อยู่กรมป่าไม้ โทรศัพท์มาเล่าอย่างน้อยใจว่า ภาครัฐได้สั่งให้เดินทางมาสแตนด์บายที่โคราชตั้งแต่ก่อนอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ป่าไม้หลายพื้นที่ก็ถูกระดมกันมาช่วยเหลือ แต่ภาพข่าวที่ออกมากลับเหมือนว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย

ผมมีอีกข้อเปรียบเทียบหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นบทบาทของสื่อมวลชนในภาวะวิกฤต คือ ช่วงน้ำท่วมหนักที่หาดใหญ่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทีวีไทย ได้นำเสนอภาพความร่วมมือของกองทัพ ตำรวจ ภาคประชาชน อาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดูแล้วแทบน้ำตาซึมถึงความเสียสละ มีการอธิบายถึงข้อจำกัดและอุปสรรคในการเข้าไปในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งน้ำสูงเกือบ 2 เมตร และเชี่ยวมาก จนปลัดอำเภอจะนะต้องสังเวยชีวิต เป็นเหตุว่าทำไมน้ำท่วมหาดใหญ่วันแรก จึงไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยได้ เป็นการพูดที่ครบกระบวนการตั้งแต่ต้นเหตุ และผลลัพธ์ ก่อนจะร่วมกันหาทางออก และเยียวยาความสูญเสียของผู้คน

ไม่ใช่พูดแต่ปัญหา ด้วยการเอาไมค์จ่อปากชาวบ้าน ให้คนด่า สส. ด่าทอเจ้าหน้าที่รัฐ โวยวายว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาล่าช้า

ถึงแม้ทีวีไทยจะมีการระดมของบริจาคและแจกถุงยังชีพ แต่ก็ไม่ได้ให้ “สัดส่วน” ในการออกอากาศมากเกินเลยความจริง ถึงขนาดเบียดบังข้อเท็จจริงของสถานการณ์

ผมจำได้ว่าสกู๊ปของคุณตรีรัตน์ มีบุญ ผู้สื่อข่าวทีวีไทย เข้าไปรายงานข่าวพื้นที่น้ำท่วมเขตชายขอบโคราช เมื่อเวลา 14.40 น. ของวันที่ 27 ต.ค. ในรายการสถานีประชาชน แม้จะมีการมอบถุงยังชีพที่มีตราประทับทีวีไทย แต่คุณตรีรัตน์ ได้พูดว่า ไม่ใช่ทีวีไทยแห่งเดียว แต่ยังมีความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาเยียวยาอีกมาก

ผมดีใจที่เห็นคุณตรีรัตน์ ซึ่งไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์หน้าจอ แต่กลับใจกว้างเพียงพอที่จะให้ “เครดิตความดีงาม” กับคนอื่นๆ หน่วยงานอื่นๆ ด้วย

และผมก็ดีใจที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมโหนกระแสช่อง 3 ในการพีอาร์ผลงาน ทั้งที่รู้ว่าเรทติ้งกระฉูดแน่

ต้องบอกตรงว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลช่วงแรกล่าช้ามากและถือว่าสอบตก ส่วนช่วงหลังๆแม้จะตีตื้นขึ้นมา แต่ก็ยังมีเสียงด่าจมหู ซึ่งรัฐบาลต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

แถมยังมีเสียงค่อนขอดเรื่องชาวใต้เร็ว แต่ช่วยอีสานช้า ผมว่าคนที่มองแบบนี้ “ใจแคบ” เพราะขืนรัฐบาลนี้ยังช่วยใต้ช้าอีกที มีหวังโดนด่าเปิงไปแล้ว

ส่วนใครที่เหยียดคุณอภิสิทธิ์ว่า น่าจะให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นนายกแทนนั้น ก็ขำดี...แต่เรื่องแบบนี้ต้องดูกันยาวๆ เพราะน้ำยังท่วมอีกเป็นเดือน

ผมคิดว่า “ความจริงใจต่อประชาชน” จะเป็นตัววัดคุณค่าของความเป็นมนุษย์

...ระยะทางจะพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำด้วยหัวใจ กับการทำเพื่อประชาสัมพันธ์นั้น โดยเนื้อแท้แล้วแตกต่างกันอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท