posttoday
ภาคประชาชนผนึกกำลัง อุดรูรั่วรัฐ ช่วยเหยื่ออุทกภัย

ภาคประชาชนผนึกกำลัง อุดรูรั่วรัฐ ช่วยเหยื่ออุทกภัย

06 พฤศจิกายน 2553

ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยครั้งรุนแรงของภาครัฐ นำไปสู่ความบกพร่องในรายละเอียดและระบบที่ชำรุด เพราะถึงแม้รัฐบาลจะส่งความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ว แต่ชัดเจนว่าเป็นเพียงการสั่งการเชิงอำนาจที่ปราศจากการประสานความร่วมมือกับประชาชน

ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยครั้งรุนแรงของภาครัฐ นำไปสู่ความบกพร่องในรายละเอียดและระบบที่ชำรุด เพราะถึงแม้รัฐบาลจะส่งความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ว แต่ชัดเจนว่าเป็นเพียงการสั่งการเชิงอำนาจที่ปราศจากการประสานความร่วมมือกับประชาชน

 

ภาคประชาชนผนึกกำลัง อุดรูรั่วรัฐ ช่วยเหยื่ออุทกภัย

ด้วยมุมมองต่อปัญหาเช่นนี้ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนกว่า 40 องค์กร จึงรวมตัวกันเป็นศูนย์ประสานงานเครือข่ายอาสาภาคประชาชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (คอภ.) เพื่อทำหน้าที่อุดช่องโหว่ของภาครัฐด้วยการขับเคลื่อนของประชาชน

ภารกิจเฉพาะหน้าท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ถูกวางไว้ด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1.ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของทุกจังหวัดเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างเร่งด่วน 2.รับเรื่องราวร้องทุกข์และประสานงานเพื่อเข้าช่วยเหลืออย่างฉับพลัน 3.รับบริจาคสิ่งของและอาหารแห้ง รวมทั้งเงินทุน พร้อมหาช่องทางในการจัดส่งให้ถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว 4.เตือนภัยความรุนแรงของสถานการณ์ และเตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำลด

อาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงา ศิรินันต์ สุวรรณโมลี ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เล่าว่า เป้าหมายสูงสุดคือการดำเนินการเพื่อ  “ยกเครื่อง” ระบบการจัดการใหม่ในหลายกรณีที่ชำรุดโดยประชาชน เช่น อุบัติการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เป็นความชำรุดของนโยบายที่เน้นป้องกันพื้นที่กทม.ด้วยการให้พื้นที่ต่างจังหวัดรับน้ำแทน สร้างความเดือดร้อนซ้ำซากให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เป้าหมายเฉพาะหน้าขณะนี้คือการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 “เราจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ เริ่มที่ช่วงวิกฤตชีวิต ได้แก่ 1 – 3 วันแรกที่เกิดน้ำท่วม ทางเครือข่ายฯ จะมุ่งช่วยเหลือชีวิตเป็นหลัก คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้คนมีชีวิตรอด”ศิรินันต์กล่าว และอธิบายอีกว่า บทบาทของเครือข่ายฯ คือการประสานงานเพื่อเข้าช่วยเหลือเป็นหลัก โดยทีมงานที่อยู่ส่วนกลาง (กทม.) นั้น จะเป็นนักเคลื่อนไหวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งจะคุ้นเคยกับพื้นที่และมีสายสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่างๆ ทันทีที่เกิดเหตุก็จะชี้เป้าได้ว่าควรดำเนินการอย่างไร

อาสาสมัครรายนี้ บอกว่า เครื่องมือที่มีส่วนสำคัญในการรับส่งข้อมูลในช่วงวิกฤตคือโปรแกรม “ทวิตเตอร์” และโทรศัพท์ “แบล็คเบอร์รี่” เพราะในขณะที่สัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ล่ม สัญญานของแบล็คเบอร์รี่กลับใช้ได้ เมื่อเขาใช้โทรศัพทย์ทวิตเตอร์มายังศูนย์ข้อมูลของเรา ทำให้เราเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันกาล

“ต่อมาคือช่วงวิกฤตอาหาร ตั้งแต่ 3 – 5 วัน สิ่งที่เครือข่ายฯ ทำจะต่างกับภาครัฐ คือเราจะไม่เน้นแจกอาหารเป็นรายบุคคล แต่จะให้ทีมงานในพื้นที่กระตุ้นให้ชุมชนจัดการกันเอง โดยจะสนับสนุนให้จัดตั้งโรงครัวชุมชนขึ้น ทางส่วนกลางอาจจะช่วยเหลือทรัพยากรให้แก่โรงครัวบ้าง แต่จากนั้นเมื่อชาวบ้านร่วมมือกัน มีการพูดคุยกัน แรกเปลี่ยนเกื้อหนุนกัน ทุกคนก็จะอบอุ่น ชุมชนก็จะแข็งแรง แล้วก็จะผ่านวิกฤตตรงนี้ไปได้”ศิรินันต์เชื่อเช่นนั้น

ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ยังบอกอีกว่า ภาครัฐไม่เคยทำงานระดับฐานชุมชนและไม่เคยเชื่อว่าประชาชนจะแก้ปัญหากันได้ แต่เมื่อภาคประชาชนกว่า 40 องค์กร รวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อน ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง นั่นเพราะสมาชิกมีประสบการณ์การที่แตกต่างและหลากหลาย มีโครงข่ายที่แข็งแรงและกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ เมื่อเกิดการรวมกลุ่มก็ยิ่งเกิดพลังมากขึ้น

“ไม่น่าเชื่อว่าการทำงานของเรามีความขัดแย้งเชิงไอเดียน้อยมาก ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วเอ็นจีโอจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง นั่นเพราะพวกเรามีกรอบความคิดเดียวกันว่าชุมชนต้องเป็นฐานในการแก้ปัญหาเอง ชุมชนต้องจัดการตัวเอง อย่าปล่อยให้คนอื่นเข้ามาจัดการ”ศิรินันต์ระบุ

ความช่วยเฉพาะหน้าที่เครือข่ายฯ กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้เป็นเพียงการเยียวยาเบื้องเต้น แต่เป้าประสงค์ในภาพกว้างของเครือข่ายฯ คือการจัดตั้งให้ชาวบ้าน “ป้องกัน – ฟื้นฟู – เผชิญหน้า” กับภัยพิบัติต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ บอกว่า ชาวบ้านจะต้องมีระบบเชื่อมโยงกันจนเป็นโครงข่าย โดยมีหลักคิดคือชาวบ้านจะต้องเข้มแข็งพอที่จะรับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้จนกว่าภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือ สำหรับการช่วยเหลือของรัฐก็จะต้องเป็นการบูรณาการร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เป็นไปในลักษณะรัฐสั่งให้ชาวบ้านทำตาม

“เมื่อรอดจากภัยพิบัติ ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันฟื้นฟูจิตใจซึ่งกันและกัน ต้องมีการวางแผนกันว่าจะอยู่อย่างไรในภาวะนี้ หมดของแจกแล้วจะแดกอะไรกันต่อต้องรู้”นักวิชาการดีกรีด็อกเตอร์กล่าว และอธิบายอีกว่า เครือข่ายฯ จะลงไปกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงภัยที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งร่วมกันวางแผนอนาคตว่าจะอยู่กันอย่างไร

วิวัฒน์ เชื่อว่า รัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัย เพราะเห็นได้จากเหตุอุทกภัยครั้งนี้ และจากประสบการที่รับราชการมาตลอดทั้งชีวิต มั่นใจว่ารัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้มแข็งและยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นประชาชนจะต้องทำกันเอง มีระบบเฝ้าระวัง ดูแล และเยียวยากันเองให้เร็วที่สุด

“ให้เขาสรุปบทเรียนด้วยตัวของเขาเอง เราเพียงแต่เข้าไปกระตุ้นให้เขาทำเท่านั้น เครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็คือหัวใจที่เปิดกว้าง และพร้อมรับฟังข้อเท็จจริงจากชาวบ้านในพื้นที่”นักวิชาการรายนี้ระบุ

สำหรับแผนการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ชัดเจนว่า ช่วงกลางเดือนพ.ย.เครือข่ายฯ จะลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดแรก โดยมีกรอบความคิด 2 ประการ ได้แก่ 1.ชาวบ้านต้องเป็นอิสระและร่วมอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิด การทำ และการรับประโยชน์ 2.เสนอความต้องการไปยังภาครัฐ และกระตุ้นให้ภาครัฐมีนโยบายพิเศษในการสนับสนุนเงินอุดหนุนลงมายังพื้นที่ ตามหลักการ “ชาวบ้านคิด รัฐอุดหนุนอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบความโปร่งใสผ่านสื่อมวลชน”

ขั้นตอนการจัดการพื้นที่ เริ่มด้วยการหาความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน โดยเครือข่ายฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น แต่จะมีบทบาทในส่วนการประมวลและวิเคราะห์ผล เพื่อเสนอทางเลือกให้ชาวบ้าน จากนั้นเมื่อชาวบ้านเลือกแล้วเราก็จะสนองความต้องการของชาวบ้าน ด้วยการให้ชาวบ้านดำเนินการกันเอง

ตัวอย่างคือ หากชาวบ้านอยู่ในที่ดินแปลงหนึ่งเป็นเวลา 10 ปี ข้อเท็จจริงคือชาวบ้านย่อมรู้เรื่องดินเป็นอย่างดี แต่เครือข่ายฯ มองว่ายังมีข้อมูลอีกส่วนที่ชาวบ้านควรจะรู้ คือข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน ก็จะไปนำมาเพื่อให้ชาวบ้านพิจารณาประกอบ จากนั้นเครือข่ายฯ ก็จะถามหาความต้องการของชาวบ้าน เช่น ต้องการสร้างบ้านชนิด A ในที่ดินนี้ เครือข่ายฯ ก็จะประมวลและวิเคราะห์ผล พร้อมเสนอทางเลือกให้ชาวบ้านรายนั้นว่า 1.พื้นดินนี้เหมาะสำหรับบ้านชนิด B มากกว่าชนิด A 2.หากยังต้องการสร้างบ้านชนิด A ควรจะต้องปรับสภาพดินอย่างไรให้เหมาะสม

ส่วนการประเมินความสำเร็จนั้น เครือข่ายฯ ไม่ได้หวังให้สำเร็จถึง 100% เพราะความสำเร็จแบ่งออกเป็นหลายระดับ คือ หากชาวบ้านเริ่มคิดเองทำเองบ้างก็ถือว่าสำเร็จ หากชาวบ้านที่อยู่ในอารมณ์หดหู่แล้วกลับมีกำลังใจสู้อีกครั้งก็ถือว่าสำเร็จ หรือแม้แต่อยู่ได้อย่างยั่งยืน รายได้ดีขึ้น หนี้สินน้อยลง ธรรมชาติดีขึ้น ก็ยิ่งสำเร็จ

นิยามความเข้มแข็งของชาวบ้านและชุมชน เป็นวาทะกรรมที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานในขณะที่รูปธรรมมีให้เห็นน้อยมาก ต้องคอยดูว่าการดำเนินการของ “ภาคประชาชน” ครั้งนี้จะจบลงด้วยอีหรอบเดิมหรือไม่

โดย   ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

              

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท