
เปิดตัว 'เบิร์จ ดูไบ' จุดความหวัง หลังแบกหนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในที่สุดวันที่รอคอยของชาวดูไบก็มาถึง นั่นคือวันเปิดอาคารที่สูงที่สุดในโลก หรือตึกเบิร์จ ดูไบ ที่แทนที่ตำแหน่งของตึกไทเป 101 ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกมาระยะหนึ่ง
ความพิเศษที่สุดของตึกเบิร์จ ดูไบ ย่อมอยู่ที่ความสูง แต่จนถึงขณะนี้บริษัท Emaar Properties PJSC ซึ่งรับก่อสร้างตึกหลังนี้ก็ยังไม่เปิดเผยความสูงอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าอาจสูงเกินกว่า 800 เมตร และงบประมาณการก่อสร้างที่สูงถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขก่อสร้างก็ยังเป็นตัวเลขประเมินเช่นเดียวกับระดับความสูง
แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือจำนวนชั้นทั้งหมด 160 ชั้น แบ่งออกเป็น ส่วนสำนักงาน 37 แห่ง ห้องพักส่วนตัว 1,044 ห้อง และห้องพักโรงแรม 160 ห้อง
เบิร์จอาจนับเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกก็จริง แต่สถิติที่น่าสนใจอีกอย่างคือ นี่อาจเป็นตึกสูงที่มีคนจับจองน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในเวลาเดียวกัน
ปัญหาใหญ่ก็คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบทิ้งตัวลงถึง 52% นับตั้งแต่ช่วงที่ราคาพุ่งขึ้นมาแตะจุดสูงสุด ภาวะราคาตกนี้เป็นมาตั้งแต่ช่วงก่อนที่ชาวโลกจะเผชิญกับวิกฤตการเงินเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ดังจะเห็นได้จากราคาห้องพักส่วนตัวที่เคยเพิ่งขึ้นมาถึง 1 หมื่นดีร์แฮมต่อตารางฟุตเมื่อปีที่แล้ว มาบัดนี้ราคาหล่นฮวบเหลือต่ำกว่าครึ่งของราคาดังกล่าว
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ดูไบกำลังเอ่อท้นไปด้วยอาคารใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งๆ ที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มชะลอ หรือกระทั่งยุติโครงการชั่วคราวแล้วก็ตาม ทำให้ราคามีแนวโน้มที่จะทิ้งตัวลงต่อไปอีก จากการคาดการณ์ของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า อาจทิ้งตัวลงอีก 30% ในปีนี้ จากที่เคยดิ่งลง 50% เมื่อปีที่แล้ว
อีกหนึ่งปัญหาที่จะทำให้อัตราการเข้าใช้ตึกเบิร์จน้อยกว่าที่ควร มาจากค่าธรรมเนียมส่วนกลางสำหรับดูแลรักษาอาคารที่สูงถึง 8090 ดีร์แฮมต่อตารางเมตร ขณะที่อาคารในพื้นที่โดยรอบเสียค่าธรรมเนียมดูแลรักษาเพียง 1820 ดีร์แฮมต่อตารางเมตรเท่านั้น
ข้อมูลที่ไม่น่าประทับใจเหล่านี้ประเดประดังกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ก่อนที่เบิร์จ ดูไบ ยังไม่เปิดตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้สินของดูไบที่เริ่มเผยตัวต่อชาวโลกตั้งแต่เดือนพ.ย. ปีที่แล้ว
สถานการณ์ของดูไบในท่ามกลางวิกฤตหนี้สินในขณะนี้อาจดีขึ้นในสายตาชาวโลก เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากอาบูดาบี นครรัฐร่วมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเงิน 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แต่เงินช่วยเหลือ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยหากเทียบกับกองหนี้ของดูไบที่สูงถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อีกทั้งภายในฟอนเฟะเพียงใดไม่มีใครทราบ เพราะดูไบบริหารจัดการอย่างปราศจากความโปร่งใส ด้วยน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเอมีร์ หรือเจ้าผู้ครองนครดูไบ เชค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัลมักตูม
สถานการณ์ด้านการเงินของดูไบจึงยังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ ยังไม่นับบรรยากาศด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่ยังขมุกขมัว และเป็นตัวการให้ยอดจับจองเบิร์จ ดูไบ น้อยกว่าที่ควร ส่วนยอดที่สั่งจองขณะนี้ส่วนใหญ่จองกันตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก
แต่เหตุใดเจ้าของตึกเบิร์จจึงไม่เลื่อนการเปิดตัวอาคารที่สูงที่สุดในโลกออกไปก่อน?
ก็เพราะการเปิดตึกเบิร์จเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ไม่เสื่อมคลายของดูไบ ความยิ่งใหญ่ที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์นับร้อยโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของเจ้าผู้ครองนคร ที่ต้องการเปลี่ยนให้ดูไบไปสู่ภาพลักษณ์เดียวกับมหานครนิวยอร์ก นั่นคือฐานะศูนย์กลางการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของดูไบเกือบต้องถูกทำลายอย่างป่นปี้ หลังจากยอมรับว่าจำเป็นต้องชะลอการชำระหนี้สิน จนทำให้ดูไบหวุดหวิดที่จะกลายเป็นต้นตอของวิกฤตการเงินซ้อนวิกฤตการเงินโลก
เมื่อออกมาในรูปนี้ ความหวังของดูไบที่ต้องการผันตัวเองเป็นศูนย์กลางการเงินดูเหมือนแตกเป็นเสี่ยงๆ แม้จะมีผู้มองในด้านบวกชี้ว่า การก้าวสู่ฐานะศูนย์กลางการเงินโลกจำเป็นต้องเรียนรู้จากวิกฤตเสียก่อน แต่คำกล่าวนี้ไม่มีประโยชน์ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่อย่างใด
ยังไม่นับสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ของดูไบที่เริ่ม “ตาย” ปราศจากความคึกคักเหมือนก่อน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของดูไบเสื่อมถอยลงทุกขณะ
หนทางเดียวคือการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่ดูไบมีทางเลือกน้อยมากในการทำเช่นนั้น ยกเว้นการประโคมเหตุการณ์สำคัญๆ ในด้านบวกขึ้นมา และการเปิดตัวตึกเบิร์จ ดูไบ คือเหตุการณ์ที่ว่านั้น
การเปิดตึกที่สูงที่สุดในโลกครั้งนี้จึงตั้งอยู่บนเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างการสร้างภาพ กับการเรียกความมั่นใจ
นายบิล เบเกอร์ วิศวกรโครงสร้างโครงการเบิร์จ ดูไบ กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีราห์ว่า การเปิดตึกเบิร์จ ดูไบ จะช่วยสร้างบรรยากาศในด้านบวกให้กับดูไบ เพราะตึกระฟ้าคือสิ่งที่ช่วยสร้างภาพในด้านบวก และจะดึงให้ผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมตึกที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้
เชค โมฮัมเหม็ด ตั้งความหวังไว้ทำนองเดียวกันว่า การเปิดตึกระฟ้าแห่งนี้ พร้อมด้วยอาณาบริเวณโดยรอบ (มูลค่าการก่อสร้างรวม 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) จะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนในดูไบให้คึกคักยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับดูไบไปสู่ศูนย์กลางธุรกิจ
ความหวังของ เชค โมฮัมเหม็ด มีวี่แววจะเป็นจริงขึ้นมา เมื่อราคาหุ้นของ Emaar พุ่งขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. หรือ 1 วันก่อนพิธีเปิดตึกอย่างเป็นทางการ
แนวโน้มด้านบวกเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า โครงการเบิร์จ ดูไบ จะทำรายได้ให้กับ Emaar ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อันเป็นช่วงเวลาที่มีการโอนพื้นที่ให้กับผู้ที่จับจองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตึกเบิร์จ ดูไบ จึงไม่เพียงเป็นเป้าหมายหลักใหม่ของนครรัฐกลางทะเลทรายเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังของการถือกำเนิดอีกครั้งของดูไบจากหนี้สินก้อนมหึมา







