
อัดฉีดดอลลาร์บานปลายเงินเฟ้อลามทั่วโลก
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบอีกครั้ง ด้วยการซื้อสินทรัพย์รอบสอง (Quantitative Easing Measures II : QE 2)
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบอีกครั้ง ด้วยการซื้อสินทรัพย์รอบสอง (Quantitative Easing Measures II : QE 2)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบอีกครั้ง ด้วยการซื้อสินทรัพย์รอบสอง (Quantitative Easing Measures II : QE 2)
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เฟดจะต้องใช้เม็ดเงินในการอัดฉีดครั้งนี้ถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงกลางปีหน้า
เท่ากับว่าจะมีการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวด้วยวงเงินเดือนละประมาณ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงการอัดฉีดครั้งแรก ที่เฉลี่ยเดือนละ 7.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้ปริมาณเงินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเข้าอัดฉีดเม็ดเงินครั้งนี้ จะส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า กระทบต่อเงินบาทต้องแข็งค่า และจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งจะส่งผลต่อราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันที่จะปรับตัวสูงขึ้น
ล่าสุด น้ำมันดิบเบรนต์ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 86 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับราคาที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้เป็นห่วงสภาพคล่องจากการพิมพ์ธนบัตรของสหรัฐ เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐ จากโครงการซื้อสินทรัพย์รอบสอง จะเกิดแรงกดดันทำให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก เพราะราคาโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน จะสูงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อตามมา ในขณะที่สภาพคล่องของสหรัฐก็ยังคงมีอยู่
ขณะเดียวกันเมื่อผลตอบแทนในสหรัฐต่ำ เงินทุนก็จะเคลื่อนย้ายมาลงทุนในเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งไทยและเอเชียอาจประสบภาวะฟองสบู่ในตลาดโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นได้ หากไม่ดูแลให้ดี
ภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน อาจเกิดใน 2 ภาคส่วน คือ ฟองสบู่ในตลาดหุ้น ซึ่งเกิดการปรับราคาสินทรัพย์ ทำให้ราคาหุ้นในไทยและเอเชียอาจสูงเกินไปจากปัจจัยพื้นฐานธรรมดา เพราะเกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามา
อีกส่วนเกิดจาก การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป จังหวะที่ดอกเบี้ยควรขึ้นก็ไม่ปรับขึ้น ทำให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์
นายเชาว์ กล่าวว่า ขณะนี้ถึงเวลาที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้ภาวะฟองสบู่สร้างปัญหาในอนาคต และจะเป็นปัญหาอีกระลอกหนึ่ง แม้ปัญหาครั้งนี้จะไม่เท่าวิกฤตปี 2540 แต่การออกมาตรการดูแลเนิ่นๆ จะทำให้เจ็บตัวน้อยกว่า
“ฟองสบู่จะเกิดได้จากการใช้ดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป เพราะนักลงทุนจะมองหาแหล่งลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในสถาบันการเงิน นักลงทุนหันมาซื้ออสังหาริมทรัพย์กันเพราะดอกเบี้ยต่ำ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็เจอมาแล้ว และปัญหานี้ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างแรง ผลต่อมาก็คือเกิดเงินฝืด” นายเชาว์ กล่าว
ทางออกของไทยคือ ไม่ควรใช้นโยบายการเงินที่ล่าช้าและเข้มข้นจนเกินไป ฉะนั้น ทิศทางที่ถูกต้อง ธปท.ควรขึ้นดอกเบี้ย และควรมีมาตรการเสริมสำหรับเงินทุนไหลเข้า เพราะหากมองในระยะข้างหน้าเงินก็จะไหลเข้าไทยอีก จากการใช้ดอกเบี้ยต่ำของสหรัฐ ปัญหาเหล่านี้ยังไม่จบ กระแสการเก็งกำไร ฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่จบ เรื่องเหล่านี้นิ่งนอนใจไม่ได้
ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.75% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23% แต่ปัญหาน้ำท่วมในไตรมาส 4 ปีนี้ อาจทำให้ ธปท.ต้องชั่งใจในการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเหลืออีกครั้งในปีนี้ เพราะปัญหาน้ำท่วมส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ จึงมองว่าปีหน้า ธปท.จะพลิกกลับมาขึ้นดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นแล้ว คือ การปรับตัวแข็งค่าของเงินบาทในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยคาดว่า เงินบาทอาจทดสอบระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปีหน้า ซึ่งทางการไทยก็ได้ทยอยผลักดันมาตรการแก้ไขและลดทอนผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ควบคู่ไปกับการเข้าดูแลการเสถียรภาพและลดทอนความผันผวนของเงินบาท โดย ธปท.ในตลาดปริวรรตเงินตรา
ด้าน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย มองว่า หากเรียงลำดับนโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้า ยาขมที่แรงที่สุดคงเป็นการกลับไปตรึงค่าเงินบาทอีกรอบเหมือนสมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่คำถามคือ ค่าเงินเท่าไหร่เป็นระดับเหมาะสมยิ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกทรงตัว การลงทุนระยะสั้นและการเก็งกำไรจึงค่อนข้างมาก
ดังนั้น การตรึงค่าเงินจึงเป็นมาตรการที่มีต้นทุนในการดูแลสูงมาก รองลงมาน่าจะเป็นกลุ่มนโยบายภาษีธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนกลุ่มนี้เป็นการเก็บภาษีทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน หรือเก็บเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินหลุดกรอบเป้าหมาย แต่เนื่องจากเป็นการกว้านเก็บจากทุกธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว จึงทำให้มีโอกาสสร้างผลเสียต่อภาพการลงทุนได้มาก
กลุ่มนโยบายถัดมา คือ มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้า ซึ่งเป็นกลุ่มนโยบายที่มีการใช้กันค่อนข้างบ่อย เช่น ชิลี โคลัมเบีย ไทย เป็นต้น นโยบายในกลุ่มนี้เป็นการพยายามยืดระยะเวลาการลงทุนของเงินทุนต่างชาติด้วยการกันสำรองเงินลงทุนไว้ระยะเวลาหนึ่ง
ความรุนแรงของมาตรการนี้อยู่ที่ระดับที่ใช้ อีกทั้งยังสามารถเลือกบังคับใช้เป็นรายประเภทเงินทุนได้ ซึ่งเป็นการลดความยืดหยุ่นของนักลงทุนข้ามชาติในประเภทนั้นๆ เป็นอย่างมาก ต่อมาเป็นกลุ่มนโยบายที่เก็บภาษีบนเงินต้นของธุรกรรมการลงทุนของต่างชาติ เช่น ภาษี IOF ของบราซิลที่เพิ่งปรับขึ้นเป็น 6% เป็นต้น
ภาษีประเภทนี้สามารถเลือกบังคับใช้เป็นประเภทธุรกรรมได้ และอาจส่งผลให้เงินลงทุนหักเหไปในธุรกรรมประเภทอื่น
นโยบายการกำกับเพื่อลดความเสี่ยง (Prudential Regulations) เช่น การจำกัดการซื้อขายอนุพันธ์ในเกาหลีใต้ หรือการจำกัดโพสิชันในอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารและสถาบันการเงิน อย่างที่เคยทำในไทยและเม็กซิโก เป็นมาตรการที่จะถูกงัดมาใช้ในช่วงที่เงินทุนไหลเข้าอย่างไม่มีระบบผ่านภาคธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อจำกัดธุรกรรมที่มีความเสี่ยงทั้งหมด แต่ปัจจุบันระบบธนาคารไทยมีการพึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศน้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการประเภทนี้
ถัดมาเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีบนผลกำไรจากการลงทุนของเงินทุนต่างชาติเหมือนกับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2553 ให้เก็บ 15% จากดอกเบี้ยและกำไรที่ได้จากการขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ
กลุ่มนี้เป็นนโยบายที่ไม่เข้มข้นมาก เพราะจะไม่นำกำไรก้อนใหญ่จากอัตราแลกเปลี่ยนมาคำนวณด้วย กลุ่มที่รั้งท้ายๆ ทางความเข้มข้นคือ นโยบายมหภาค เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายที่สนับสนุนให้นักลงทุนในประเทศสวนทางไปลงทุนต่างประเทศ
จากนี้ปัญหาของสหรัฐจึงอาจลุกลามและบานปลายมายังเอเชีย รวมถึงไทยต่อเนื่องถึงปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







