
เลือกตั้งซ่อมวัดบารมี ภูมิใจไทย
ในที่สุดผลหวยก็ไปออกที่ สส. จำนวน 6 คน ที่ต้องพ้นสภาพการเป็น สส. ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในที่สุดผลหวยก็ไปออกที่ สส. จำนวน 6 คน ที่ต้องพ้นสภาพการเป็น สส. ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ในที่สุดผลหวยก็ไปออกที่ สส. จำนวน 6 คน ที่ต้องพ้นสภาพการเป็น สส. ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ทำให้การเมืองต้องกลับมาสู่อารมณ์ของการหาเสียงเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้น่าจะเป็นที่จับตายิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่เกิดในช่วงโค้งสุดท้ายของอายุสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะหมดในปี 2554
ทั้งนี้ ผลที่ออกมาได้สร้างความโล่งอกให้กับรัฐบาลไม่น้อย เพราะเดิมในโผ 44 รายมีของพรรคประชาธิปัตย์ถึง 12 คน เพราะหากทั้งหมดเกิดโดนสอยขึ้นมาก็ต้องไปเลือกกันใหม่โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้รับชัยชนะกลับมาหรือไม่ นับได้ว่าสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำในสภา แต่เมื่อเลขที่ออกมีแค่ 6 คน โดยแม้จะมี นายสมเกียรติ ฉันทวานิช สส.กทม. ของพรรคที่ต้องพ้นสภาพไป แต่ดูตามเนื้อผ้าคงไม่มีใครจะเข้ามาแย่งเก้าอี้ตัวนี้ไปได้
บนความสบายใจของพรรคประชาธิปัตย์แต่กลับเป็นความเครียดของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลในทันที เนื่องจากต้องเหนื่อยกับการเลือกตั้งกันอีกครั้ง แบ่งเป็น พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น นครราชสีมา และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองค่อนข้างสูงมากในเวลานี้
ไฮไลต์ครั้งนี้ต้องจับตาไปที่การเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา
การเลือกตั้ง สส.นครราชสีมา ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 6 ประกอบด้วย อ.โชคชัย หนองบุญมาก จักราช ห้วยแถลง และเฉลิมพระเกียรติ มี สส. ได้ 2 คน ซึ่งปัจจุบันคือ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ซึ่งรายหลังได้ถูกให้พ้นสภาพไปแล้ว เท่ากับว่าในพื้นที่จึงเหลือเก้าอี้ว่างอีกหนึ่งตัว
ดูจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2550 ถือว่าพื้นที่นี้มีการต่อสู้ที่ดุเดือดกันเป็นอย่างมากถึงกับต้องมีการเลือกตั้งถึงสองรอบ โดยในรอบแรกผู้สมัครของพรรคเพื่อแผ่นดินได้รับชัยชนะแบบยกเขต ได้แก่ นายมีชัย จิตต์พิพัฒน์ 63,849 คะแนน นายพลพีร์ 63,539 คะแนน ส่วนนายบุญจงเวลานั้นยังอยู่กับพรรคพลังประชาชนเป็นอันดับ 3 ไม่ได้รับการเลือกให้เป็น สส. เพราะได้เพียง 59,596 คะแนน
แต่ในเวลาต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใบเหลืองแก่ว่าที่ สส. ของเพื่อแผ่นดินทั้ง 2 คน ในข้อหากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในการแจกทรัพย์เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนทำให้ต้องมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่านายบุญจงได้ 64,515 คะแนน ตามมาด้วยนายพลพีร์ 62,546 คะแนน
จากตัวเลขที่ออกมานี้จะเห็นได้ว่าเขต 6 จ.นครราชสีมา จะเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสูสีอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน
ทางด้านความพร้อมของพรรคเพื่อแผ่นดินถือว่าเต็มอัตราศึก เมื่อล่าสุดว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ได้รับมอบหมายจากพรรคให้คัดสรรตัวผู้สมัครเพื่อทวงความยิ่งใหญ่ของตระกูลสุวรรณฉวีกลับคืนมา แบบว่าจะสร้างความผูกขาดให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อรองรับเอาไว้สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า
แต่ทั้งนี้ปัญหาของพรรคเพื่อแผ่นดิน คือ “มีชัย จิตต์พิพัฒน์” ที่เคยได้อันดับในพื้นที่นี้ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินไปแล้วโดยไปสังกัดกับพรรคเพื่อไทยแทน สร้างความปวดหัวให้กับพรรคพอสมควรเพราะต้องหาตัวผู้สมัครหน้าใหม่ลงทันที
เดิมได้เตรียมตัวลูกชายของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อีกคนที่เพิ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษมาเป็นผู้สมัครคู่กับนายพลพีร์ในปีหน้า ซึ่งจะมีอายุครบ 25 ปีพอดี แต่ ณ ตอนนี้อายุยังไม่ครบทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะลงสมัครได้
ส่งผลให้จะต้องมีการใช้แผนสำรองขึ้นมา ซึ่งจะมีการประเมินอย่างเป็นทางการในอังคารที่ 9 พ.ย.นี้ โดยแผนแรก คือ อาจพิจารณาไม่ส่งผู้สมัครและหลบให้กับพรรคเพื่อไทยที่เตรียมส่งนายมีชัยลง ซึ่งความเป็นไปได้ของแผนนี้มีความเป็นไปได้ไม่น้อย เพราะแกนนำกลุ่ม 3 พีเองก็มีความแนบแน่นกับทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่พอสมควร
แผนสอง คือ การส่งผู้สมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดินพร้อมกับมีการไปจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรครวมชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งมีความไม่พอใจพรรคภูมิใจไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมาร่วมกินโต๊ะพรรคภูมิใจไทยด้วย ซึ่งในส่วนนี้มีการประกาศออกมาเป็นนัยทางการเมืองแล้วจากนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
“ขณะนี้เพื่อแผ่นดินได้จับมือกับพรรคประชาราช พรรครวมชาติพัฒนา และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เดินหน้าเพื่อความสมานฉันท์เอาไว้แล้ว”
ส่วน “พรรคภูมิใจไทย” ก็ตั้งความหวังเอาไว้ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจาก “เนวิน ชิดชอบ” วาดฝันเอาไว้ให้บุญจงยกระดับขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อเมืองนครราชสีมาให้ได้ เพื่อหวังส่วนแบ่งเก้าอี้กับ “สุวัจน์สุวรรณฉวี” ไม่งั้นคงไม่มีการเทงบประมาณจำนวนไม่น้อยลงไปยังพื้นที่ของบุญจงให้เสียเวลาและถูกพรรคร่วมรัฐบาลด่า
แต่มาในคราวนี้ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะให้ตัวบุญจงลงไปรักษาพื้นที่ด้วยตัวเองอีกหรือไม่
เป็นเพราะหากตัดสินใจลงเองต้องลาออกจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ตามมาตรฐานของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งลาออกจากรองนายกฯ ไปลงสมัคร สส.สุราษฎร์ธานี แต่ทว่าทางภูมิใจไทยเองก็ยังคงหวงเก้าอี้ตัวนี้อยู่ เพราะบุญจงถือเป็นแขนขาสำคัญของเนวินในการดูแลกระทรวงมหาดไทย
ขณะเดียวกันครั้นจะส่งนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สจ.นครราชสีมา ภรรยานายบุญจง ก็หวั่นว่าบารมียังไม่ถึงและอาจต้องเสียพื้นที่ตรงนี้ไป ซึ่งเสียเก้าอี้ตัวนี้ไปมีผลต่อการสร้างฐานใน จ.นครราชสีมา ในอนาคตอย่างแน่นอน
จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เนวินจะกัดฟันส่งบุญจงลงเลือกตั้งที่นครราชสีมา โดยจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังจากเห็นตัวผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ แล้วในที่ประชุมพรรควันที่ 9 พ.ย.
เพราะฉะนั้น วันที่ 12 ธ.ค. จะเป็นดัชนีชี้วัดบารมีของพรรคภูมิใจไทยว่าจะสามารถขยายอิทธิพลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้หรือไม่ หรือพรรคนี้จะมีดีแค่การดูด สส.เพียงอย่างเดียว







