
อภิสิทธิ์ กัดฟันแก้รธน.แลกเสถียรภาพรัฐบาล
ถือว่าเป็นอะไรที่สร้างความประหลาดใจทางการเมือง
ถือว่าเป็นอะไรที่สร้างความประหลาดใจทางการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ถือว่าเป็นอะไรที่สร้างความประหลาดใจทางการเมืองได้ไม่น้อยเหมือนกันสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่มีข้อสรุปตรงกันว่าจะมีการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ใน 2 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย1.มาตรา 190 การทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา 2.ที่มาของ สส.ที่จะแก้ไขเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว จำนวน 375 คน และเพิ่ม สส.บัญชีรายชื่อเป็น 125 คน
ที่บอกว่าประหลาดใจเนื่องจากหากดูท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา มักจะมีแนวโน้มไปในทำนองไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว จนถึงขั้นต้องมีมติของพรรคออกมาเพื่อตอบโต้พรรคร่วมรัฐบาลกลับไป
ผลที่ตามมาในเวลานั้นเกิดแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาลอย่างมากมายจนทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปเมื่อกลางปี 2553 บางครั้งต้องล่มกลางคัน ซึ่งวิปรัฐบาลในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีการประเมินว่าเป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์โดยมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนั้น
รวมไปถึงการเข้าชื่อ สส.พรรคร่วมรัฐบาล 102 คน โดยไม่มีประชาธิปัตย์เพื่อยื่นคำร้องขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบสร้างความปวดหัวให้กับนายกฯ อภิสิทธิ์มาแล้ว
สาเหตุประการหนึ่งที่ในเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่อยากจะไปแตะต้องรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ต้องการสร้างแรงเสียดทานในทางการเมืองขึ้นมาโดยเฉพาะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยจะแก้ตัวกับสังคมได้ยากมากเนื่องจากมีความปรารถนาของพรรคร่วมรัฐบาลในการยกเลิกการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิทางการเมืองตามมาตรา 237 ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการแสวงหาประโยชน์ของฝ่ายการเมือง
นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ว่าหากกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งเดิม คือ เขตเดียวเบอร์เดียวจากที่ปัจจุบันใช้ระบบเขตเล็กเรียงเบอร์ พรรคประชาธิปัตย์จะสูญเสียความได้เปรียบทางการเมืองเพราะจะแข่งกับพรรคการเมืองคู่แข่งได้ยากทั้งในภาคเหนือและอีสาน
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการแสดงท่าทีต่อต้านเรื่องนี้โดยเอาหลังพิงความชอบธรรมทางสังคม ผลกรรมจึงตกไปที่ตัวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปโดยปริยาย เพราะไปรับปากกับพรรคร่วมรัฐบาลหลายครั้งแต่ไม่สามารถทำได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถานการณ์ทางการเมืองกลับเปลี่ยนแปลง มีผลสำคัญอย่างมากที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เองยอมรับให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น จึงน่าสงสัยว่าอะไรที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนใจ
ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าการเลือกประเด็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โดยที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลเองมีความพยายามส่งสัญญาณต้องการยกเลิกมาตรา 237 ทำให้เกิดแรงกดดันจากสังคมขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
โดยครั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลยอมถอยด้วยการปล่อยให้มาตรา 237 ยังคงอยู่ต่อไป และไม่มีการส่งสัญญาณว่าต้องการให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากคดียุบพรรค
แบบนี้ช่วยให้รัฐบาลเองสามารถตอบคำถามสังคมได้ระดับหนึ่งว่าไม่ได้เป็นการแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินแทน
ย่อมเป็นความชอบธรรมอันหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่มีแรงต่อต้านมากนัก แม้ว่ากลุ่ม พธม.จะมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ก็คงยากที่จะอาศัยเงื่อนไขมาแปรเป็นขบวนการล้มรัฐบาลเพราะจะดูหยุมหยิมมากเกินไป
ขณะเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ย่อมส่งผลให้ “เสถียรภาพรัฐบาล” กลับมาเข้มแข็งมากขึ้นไม่มากก็น้อยเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะการแสดงให้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นแล้วว่าประชาธิปัตย์มีความจริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีการร้องขอ
นอกจากนี้ จะดูเป็นการแสดงความเห็นแก่ตัวต่อพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไปหากประชาธิปัตย์จะเก็บเรื่องรัฐธรรมนูญเอาเข้าไว้ในลิ้นชักเพราะข้อเสนอเรื่องนี้มาจากคณะทำงานที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลเอง
ประชาธิปัตย์คิดว่าหากยังไม่แก้รัฐธรรมนูญในเวลานี้ โอกาสที่จะเข้าไปจับขั้วกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตก็จะเป็นเรื่องลำบาก จึงยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีสถานะเป็นพรรคขนาดเล็กกว่าประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ไปบ้างจากเขตเลือกตั้งที่จะมีการแก้ไข
ไม่เพียงเท่านี้ การยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นความเสียเปรียบของพรรคประชาธิปัตย์เพียงอย่างเดียว โดยการเพิ่มแขนขาให้กับพรรคร่วมรัฐบาลยังช่วยให้สามารถแบ่งเก้าอี้ สส.ภาคอีสานและภาคเหนือจากพรรคเพื่อไทยมาได้บางส่วนด้วย หลังจากที่สามารถสะสมต้นทุนทางการเมืองได้มาในระดับพอสมควรแล้ว
การปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลโตไปบ้างก็เป็นผลดีที่พรรคประชาธิปัตย์ที่จะเข้ามาชิงจังหวะจับขั้วรัฐบาลหากระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมีเสียงสูสีกัน เพราะอย่างน้อยพรรคร่วมรัฐบาลก็คงจะนึกถึงความมีน้ำใจของประชาธิปัตย์อยู่บ้าง
เป็นผลให้รัฐบาลต่างพร้อมใจเร่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทันสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ที่กำลังหมดลงในวันที่ 28 พ.ย.โดยอย่างน้อยจะมีการเสนอผลักดันให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 23 ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการในสมัยประชุมสามัญทั่วไปในปี 2554 ได้
จากทั้งหมดนี้เป็นการการันตีว่าการยุบสภาผู้แทนราษฎรคงจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างแน่นอน ตรงกันข้ามยังจะเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะมีอายุยืนไปจนหมดอายุของสภาชุดนี้ด้วยซ้ำ เพราะประชาธิปัตย์ได้ซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นเครื่องการันตีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองภายในรัฐบาลด้วยกันเอง
เว้นเสียแต่ว่าผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญแล้วแต่เป็นเรื่องอื่นแทน ซึ่งมีพลังมากพอที่จะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นจนยากต่อการประนีประนอมและนำไปสู่การยุบสภาเร็วกว่าที่กำหนด แต่หากยังอยู่บนประโยชน์ของรัฐธรรมนูญโอกาสที่จะยุบสภาก็คงจะได้เห็นกันในปลายปี 2554







