
น้ำใจ กลางภัย น้ำท่วม
บันทึกภาคสนามจากผู้สื่อข่าวโพสต์ทูเดย์ ที่ได้ลงพื้นที่เคียงคู่อยู่กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีและสัมผัสได้ถึงความงามที่เจิดจ้าในตัวของชาวเมืองปลายน้ำมูล
บันทึกภาคสนามจากผู้สื่อข่าวโพสต์ทูเดย์ ที่ได้ลงพื้นที่เคียงคู่อยู่กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานีและสัมผัสได้ถึงความงามที่เจิดจ้าในตัวของชาวเมืองปลายน้ำมูล
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ตลอดเวลาที่เคียงคู่อยู่กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี สัมผัสได้ถึงความงามที่เจิดจ้าในตัวของชาวเมืองปลายน้ำมูล เปรียบดั่ง “ทานตะวันทุ่งที่ยืนต้านตะวันฉาย” เสมอมาและเสมอไป และคงจะไม่เป็นการ “ฟุ่มเฟือยความรู้สึก” มากจนเกินไป หากยกย่องน้ำใจของคนในถิ่นนี้
“น้ำใจ - ใสซื่อ – บริสุทธิ์” คือคุณสมบัติเฉพาะ
วันแรก ... เกิดความประทับใจเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในซอกใจ เพราะพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เทศบาล ขณะนั้น 15 นาฬิกาเศษ อีกไม่ถึงชั่วโมงสถานที่ราชการแห่งนี้ก็จะปิด เรา 2 คน นั่งทำงานบนโต๊ะตัวเล็กๆ ในมุมแคบๆ ระหว่างช่องตึกด้านนอก สักครู่มีเจ้าหน้าที่สาวเดินมาเห็น เธอเดินกลับเข้าไปในตึกและหยิบน้ำเย็น 2 ขวดติดมือออกมาให้เรา
ด้วยเกรงว่าจะหกรดเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะลมค่อนข้างแรง เราทั้งสองรีบดื่มแล้ววางขวดไว้ใต้โต๊ะ ถัดไปเพียง 5 – 10 นาที เ
จ้าหน้าที่อีกรายเดินผ่านเรา เธอมองมาแล้วยิ้มให้ก่อนจะหายตัวเข้าไปในตึก และออกมาพร้อมกับน้ำเย็นอีก 2 ขวด เรายิ้มรับกล่าวขอบคุณ เธอรับคำแล้วเดินไป เราหยิบน้ำวางไว้ใต้โต๊ะเช่นเดิม
เวลาไล่เลี่ยกันมีเจ้าหน้าที่ผ่านมาอีกครั้ง เราร้องถามว่าสถานที่แห่งนี้จะปิดเวลาเท่าไร และแถวนี้มีอาหารขายหรือไม่ เนื่องจากยังไม่ได้รับประทานอะไรมาตั้งแต่เช้า เธอตอบคำถามแล้วถามเรากลับว่าจะนั่งตรงนี้อีกนานไหม เราบอกว่าราวๆ 1 ชั่วโมง เธอยิ้มแล้วเดินกลับเข้าไปในตึก
ก่อนจะออกมาพร้อมกับ “ผัดมาม่า” และน้ำเย็นอีก 2 ขวด
วันที่สอง ... โชยลมหนาวโบกพัดผ่านให้ยะเยือก ชาวบ้านที่จุดอพยพชั่วคราว เทศบาลเมืองวารินชำราบจับกลุ่มผิงไฟอังไออุ่น ถัดไปจากพื้นที่อพยพประมาณ 10 นาทีรถยนต์วิ่ง คือหมู่บ้านซึ่งถูกน้ำท่วมในระดับ 2 เมตร ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในวันนี้ และ “เรือ” เป็นคำตอบเดียวของการเข้าพื้นที่
ชาวบ้านคนหนึ่งชี้เป้าสำหรับจุดให้บริการเรือเช่า แต่ 10 นาที ... 20 นาที ... 30 นาที ก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววเรือสักลำ ขณะนั้นมีชาวบ้านรายหนึ่งพายเรือออกมาเทียบท่า สอบถามได้ความว่ากำลังจะไปตัดผม เราจึงแจ้งความจำนงขอเข้าไปตรวจน้ำท่วม ชายคนนั้นอาสานำทัวร์ชุมชน
ร่วม 1 ชั่วโมง ที่เขาพาเราสำรวจหมู่บ้านไปพร้อมๆ กับเล่าถึงสถานการณ์น้ำ ความเดือดร้อน การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เราเข้าใจว่าไม่ง่ายที่จะพายเรือสวนกระแสน้ำซึ่งมีลมกรรโชกแรง แต่ชายคนนั้นก็ยิ้ม หัวเราะ และไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรง
เมื่อถึงที่หมายเราให้เขาคิด “ค่าแรง” เขาบอกว่า “ไม่เป็นไร” เพราะยังไงก็ต้องพายเข้าพายออกทุกวันอยู่แล้ว เราส่ายหน้าแล้วยืนกรานจะจ่าย เพราะตระหนักถึงความลำบากของเขา
เขานิ่งไปสักครู่ ก่อนจะพูดอย่างเกรงอกเกรงใจด้วยสุ่มเสียงต่ำๆ ว่า “20บาท” แล้วกัน เราพยักหน้าแล้วหยิบแบงค์ร้อย 2 ใบ ใส่ในมือของเขาอย่างเต็มใจ
วันที่สาม ... เดินสำรวจหมู่บ้านน้ำท่วมริมแม่น้ำมูล โดยระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ระหว่างเดินแว่วเสียงการแข่งขันเรือยาวประเพณี จับความจากถ้อยคำของคนพากษ์ไม่ได้ แต่ทราบถึงอรรถรสที่มันสะเด็ด
เดินเรื่อยไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง ประเมินแล้วคงจะมีฐานะเพราะปลูกด้วยปูนและมีศาลาติดริมแม่น้ำมูล เราหารือกันว่าหากเข้าไปที่ศาลาในบ้านหลังนี้ได้ จะสามารถถ่ายภาพแม่น้ำมูลในมุมที่สวยงามเป็นแน่
เราเดินยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าบ้าน กระทั่งเจ้าบ้านเดินเข้ามาคุยด้วย เราขออนุญาติเข้าไปในบ้านเพียง 5 นาที เธอยิ้มรับและยินดีให้ความร่วมมือ
เธอบอกว่า ให้ทำตัวตามสบาย อยากจะเดินเหินไปมุมไหนของบ้านก็สุดแล้วแต่ จากนั้นเธอก็เข้าไปในบ้าน ทั้งๆ ที่ข้าวของมีราคาหลากหลายชิ้น วางเรียงรายอยู่ภายนอก
ในศาลาริมแม่น้ำลมแรงมาก เราถ่ายรูปเสร็จและกำลังจะถอนตัวออกจากบ้าน แต่เจ้าบ้านสาวบอกว่าให้รอสักครู่ก่อนจะยกน้ำมาให้ดื่ม เราคิดว่าเจ้าบ้านรายนี้คงจะไปบอกสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านว่ามีคนแปลกหน้ามา เพราะอีกเพียง 5 นาที มีเด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อย และผู้เฒ่าสูงอายุออกมาทักทาย
ทุกคนเชิญชวนให้อยู่ร่วมมื้ออาหารด้วยกัน จะตำส้มตำและทำอาหารพื้นเมืองเลี้ยง แต่เราปฏิเสธอย่างละมุนด้วยการออกตัวว่ารับประทานอาหารมาเรียบร้อย
ท่ามกลางอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่กำลังถาโถมชาวเมืองอุบลฯ จนน้ำตานองหน้า ในขณะที่เขาเหล่านั้นยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดน้ำที่เอ่อไหลสองแก้ม มืออีกข้างกลับโอบกอดเราไว้อย่างเต็มรัก
ยังมีอีกหลายวันและหลายเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้เรา “หลง” เสน่ห์ภาคอีสาน ... สถานที่ที่เวลาเดินช้าลง ดินแดนแห่งความไว้วางใจ
... นี่คือชาวอุบลฯ ที่เรารู้จักในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ไม่ถึง 1 สัปดาห์







