
เฟดบนทางแพร่งถึงเวลาวางมือกระตุ้นศก.
ในวันเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จัดการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ
ในวันเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จัดการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในวันเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จัดการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเหนือความคาดหมายขึ้นกับธนาคารกลางหลักของโลก 2 แห่ง คือ ออสเตรเลียและอินเดีย ซึ่งล้วนแต่เป็นพลวัตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ปรากฏว่าธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างฉับพลัน โดยขึ้นมา 0.25% อยู่ที่ 4.75% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ในระดับ 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ 6.25% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้
ท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความคาดหวังของตลาดที่ต้องการให้เฟดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอย่างจริงๆ จังๆ หลังจากออกอาการลังเลมานานหลายเดือน ขณะที่เอเชียคาดหวังที่จะยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหยุดยั้งกระแสทุนไหลบ่า และภาวะเงินเฟ้อ
แม้จะตรงกันข้ามกับเฟด แต่สิ่งที่คาดหวังตรงกันคือ การใช้มาตรการอย่างทันท่วงที มิใช่ลังเลดังเช่นที่เฟดกำลังเป็นอยู่ หาไม่แล้วผลพวงที่ตามมาอาจร้ายแรงไม่แพ้กัน
ในการประชุมครั้งนี้ เฟดจึงแบกรับความคาดหวังหนักหนากว่าการประชุมคราวที่แล้วๆ มา
ทางเลือกของเฟดมีอยู่เพียง 2 ประการเท่านั้น คือ
หนึ่ง ใช้มาตรการกระตุ้นต่อไป โดยเลี่ยงไปใช้ชื่อเรียกที่ไม่ระบุโดยตรงถึงการกระตุ้นเพื่อหวังผลด้านจิตวิทยา
หรือ สอง ยุติลงอย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่เปิดทางให้ตลาดคาดเดาไปต่างๆ นานากันอีกต่อไป
แนวทางทั้ง 2 ประการมีผู้สนับสนุนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน
ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้มาตรการกระตุ้นต่อไปเห็นว่าเฟดยังล้มเหลวกับการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นจะต้องผลักดันมาตรการนี้ต่อไป แม้เริ่มที่จะพบกับภาวะบีบคั้นและผลเสียจากการกระตุ้นมากเกินไป
ฝ่ายที่คัดค้านเห็นด้วยกับผลเสียที่เริ่มเห็นได้ชัด แต่เสริมว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ตลาดจะต้องเดินไปตามกลไกของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้ตลาดทุนเป็นพลวัตชี้นำที่แท้จริงเสียที
ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดก็ตาม สหรัฐจำเป็นต้องมีทิศทางที่แน่นอนเสียที
เป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุที่เฟดยังคอยท่าที่จะยุติหรือสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังขัดกันเอง ตัวอย่างเช่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. ที่ 56.9 จากเดือนก่อนหน้านี้ที่ 54.4 แต่การใช้จ่ายผู้บริโภคช่วงเดือน ก.ย. กลับถดถอยลงมาอยู่ที่ 0.2% จากช่วงเดือน ส.ค. ที่ขยายตัว 0.5% ไม่เท่านั้น รายได้ยังปรับลดลงอย่างเหนือความคาดหมายที่ 0.1% นับเป็นการปรับลดครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี 2552
ซ้ำร้ายภาวะว่างงานกลับสูงขึ้นพร้อมๆ กับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นความลักลั่นที่อันตรายอย่างยิ่งในทางเศรษฐกิจ
เงื่อนไขเช่นนี้แม้จะไม่สอดคล้องกัน แต่เฟดจำเป็นต้องเลือกให้น้ำหนักอย่างใดอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพื่อปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การเลือกตั้งช่วงกลางเทอมเพื่อคัดสรรสมาชิกสภาคองเกรส จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บีบบังคับให้เฟดต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
เพราะหากพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากในสภาตามความคาดหมาย จะเกิดกระแสผลักดันรัฐบาลสหรัฐให้ชะลอการใช้จ่ายลงเพื่อเยียวยาตัวเลขขาดดุลมหาศาล ซึ่งหมายถึงการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปโดยปริยาย หรือไม่อาจต้องเลี่ยงไปใช้มาตรการอื่นที่สูญเสียงบประมาณภาครัฐน้อยลง
ปัจจัยนี้เห็นได้ชัดว่าซ่อนเร้นวาระทางการเมืองเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้พรรครีพับลิกันสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างหนักมือ แต่มาหักมุม 180 องศา เมื่อเห็นว่าการใช้งบประมาณมหาศาลของรัฐบาลโอบามา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เริ่มสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน
หากพรรครีพับลิกันสามารถกลับมาช่วงชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้อีกครั้ง โดยที่เฟดตัดสินใจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะยุติการใช้มาตรการดังกล่าวภายหลังการประชุมครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในอาการลูกผีลูกคน มีโอกาสสูงเช่นกันที่เฟดจะสวนกระแสกดดันจากฝ่ายการเมือง และลงมือใช้มาตรการที่จำเป็นต่อไป
เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวเพียง 2% ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งแม้จะตรงกับกระแสคาดการณ์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ว่า จะต้องขยายตัวถึง 3% จึงจะลดอัตราว่างงานได้ อีกทั้งกูรูในวงการส่วนใหญ่เชื่อว่า หากเฟดกระตุ้นด้วยการซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม ผลดีที่ตามมาจะมีเพียงพอประมาณเท่านั้น
มาตรการที่จำเป็นอาจรวมถึงการที่เฟดอาจซื้อพันธบัตรต่อไปด้วยมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในช่วงกลางปี 2554 เพื่อหวังให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตรา 3% และลดอัตราว่างงานลง 0.5%
หรือเฟดอาจตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดขีดต่อไปอีกอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน หรืออาจยาวนานกว่านั้น เพื่อตรึงผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำไว้
หรือเฟดอาจจำต้องปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ 2% ต่อปี การทำเช่นนี้ จะทำให้ผู้บริโภคกระตือรือร้นที่จะซื้อสินค้าเพื่อการกักตุน เพราะเกรงว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้ายิ่งสูงขึ้น ด้วยวิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นการบริโภคที่ตกต่ำลงให้ขยายตัวอีกครั้ง
ไม่ว่าเฟดจะเลือกหนทางใด หรือวิธีการใด สิ่งนั้นจะเป็นตัวชี้วัดอย่างหนักแน่นว่า แนวทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะมุ่งสู่ทิศทางใด







