
นพ.มนูญ ชี้ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้แย่ขั้นวิกฤต-อย่าตื่นตกใจเกินไป
แพทย์ระบบทางเดินหายใจเตือนอย่าตื่นตระหนกกับ PM2.5 เกินไปไม่ได้แย่ขั้นวิกฤต-ชี้คนกรุงเจอมาแล้ว 7 ปีแนะรัฐพลิกวิกฤตแก้ไขปัญหามลพิษจริงจัง
แพทย์ระบบทางเดินหายใจเตือนอย่าตื่นตระหนกกับ PM2.5 เกินไปไม่ได้แย่ขั้นวิกฤต-ชี้คนกรุงเจอมาแล้ว 7 ปีแนะรัฐพลิกวิกฤตแก้ไขปัญหามลพิษจริงจัง
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเข้าใจเกี่ยวสถานการณ์ฝุ่นละอองตอนนี้ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า คนไทยตื่นตระหนกกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มากเกินไปหรือเปล่า? ความจริงคนในกทม.อยู่กับฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินค่ามาตรฐานในเดือน ม.ค. ถึง มี.ค.มานานอย่างน้อย 7 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีการวัดค่า PM2.5 ใน กทม.ปี พ.ศ.2554 บางปีบางวันสูงถึง 110 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยไม่มีข่าวว่าฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในกทม.
แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่สื่อมวลชนและโลกโซเชียล ประโคมข่าวให้คนทั่วไปทราบค่า PM2.5 และมีคำเตือนว่า PM2.5 อันตรายต่อสุขภาพ ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 50,000 คนต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงการคาดคะเนทางระบาดวิทยาต้องรอการศึกษาระยะยาวว่าจริงหรือไม่ แต่คนไทยใน กทม.เกิดความตื่นกลัวเรียบร้อยแล้ว หาหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 มาใส่ป้องกันตัวเองจนหน้ากากขาดตลาด
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าค่ามาตรฐาน PM2.5 ขององค์การอนามัยโลกและประเทศต่างๆในโลกไม่เหมือนกัน องค์การอนามัยโลกเข้มงวดที่สุดในการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ให้ค่าเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 และค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 มคก./ลบ.ม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุด ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่สามารถปฏิบัติตามได้ มีเพียงร้อยละ 3 ของประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือปานกลาง และร้อยละ 51 ของประเทศที่มีรายได้สูงสามารถควบคุมค่า PM2.5 ได้ตามค่ามาตรฐานนี้ และองค์การอนามัยโลกคาดว่าประชากรโลกร้อยละ 92 หายใจอากาศที่มี PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยังกำหนดค่ามาตรฐานตัวเลขสูงกว่าขององค์การอนามัยโลก เขากำหนดค่า PM 2.5 เฉลี่ยต่อวันไม่เกิน 35 และต่อปีไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม ส่วนประเทศไทยกำหนดเฉลี่ยต่อวันไม่เกิน 50 และต่อปีไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม เหมือนหลายประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
นพ.มนูญ ระบุว่า ค่ามาตรฐาน PM2.5 ของไทยเหมาะสมแล้วสำหรับสถานการณ์ในกทม.ขณะนี้ ในอนาคตอันใกล้เมื่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จ รถในกทม.ติดน้อยลง และเรามีมาตรการจริงจังไม่ให้รถที่ใช้น้ำมันดีเซลปล่อยควันดำออกมาวิ่งบนถนน ปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ลดการเผาทุกชนิดในที่โล่ง เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้ ประเทศไทยจึงค่อยๆปรับค่ามาตรฐาน PM2.5 ให้ตัวเลขลดลงในอนาคต
สรุปแล้วคุณภาพอากาศใน กทม.อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้แย่มากเข้าขั้นวิกฤตอย่างที่เป็นข่าวในปัจจุบัน ในขณะนี้คนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ยกเว้นงดออกกำลังกายกลางแจ้งเมื่อดัชนีคุณภาพอากาศเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีแดง และเวลาออกนอกบ้าน อยากจะใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 แบบไหนก็ได้แล้วแต่ความสบายใจแต่ต้องใส่ให้ถูกวิธี
แพทย์ระบบทางเดินหายใจ ทิ้งท้ายว่า คนไทยต้องติดตามข่าวอย่างมีสติ ไม่ตื่นเต้นตกใจเกินไป บางคนถึงขั้นซื้อเครื่องวัด PM2.5 งพกพาซึ่งไม่มีสถาบันไหนรับรอง ซึ่งเป็นการเสียเงินทองโดยใช่เหตุ เราอยู่กับฝุ่น PM2.5 มานานกว่า 7 ปีโดยไม่เป็นอะไร ช่วง ม.ค.-มี.ค.ค่า PM2.5 จะขึ้นๆลงๆเกินค่ามาตรฐาน อีก 2 เดือนค่า PM2.5 ก็จะลดลงเหมือนเช่น 7 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นภาครัฐควรพลิกวิกฤตความตื่นกลัวของประชาชนต่อฝุ่นเป็นโอกาสที่จะแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง







