
ภารกิจ "เด็กส่งยา" ฮับคนใจดีช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้
รู้จัก "ฟ้าใส" เด็กส่งยาจิตอาสาผู้ป่วยยากไร้มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางฯ สู่พื้นที่ฮับคนใจดีช่วยเหลือในโลกโซเชียล
รู้จัก "ฟ้าใส" เด็กส่งยาจิตอาสาผู้ป่วยยากไร้มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางฯ สู่พื้นที่ฮับคนใจดีช่วยเหลือในโลกโซเชียล
**************
โดย...รัชพล ธนศุทธิสกุล
เธอคือผู้ที่ 'ปลุก' ความหวังของการให้ไม่มีสิ้นสุดทั้งผู้ให้และผู้รับ
เธอคือคนที่สร้างให้ 'เด็ก' เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงสังคม
เธอคือ 'เด็กส่งยา' ภายใต้โครงการ Dare to be Good Project
และนี่คือเรื่องราวของ “ฟ้าใส ภวภูตานนท์” ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ประชาสัมพันธ์และบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว หญิงสาวผู้เปลี่ยนโลกการสื่อสารโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นพื้นที่ฮับคนใจดีช่วยเหลือคนด้อยโอกาส
โอกาสต่อ “ชีวิต” ของขวัญที่ดีที่สุด
เมื่อนึกถึงการบริจาคสิ่งของแก่สถานบริการด้านการรักษาอย่างโรงพยาบาล มักเห็นแต่การให้บริจาควัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม ทว่าโครงการ ‘Dare to be Good Project’ บริจาค 'ยา' ยารักษาโรคที่เหลือใช้
“เป็นวัตถุประสงค์ของโรงพยาบาลอุ้มผาง คือมองว่าแต่ละโรงพยาบาลต่างต้องการให้คนไข้กินยาให้ครบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนไข้มักจะลืมกินยาบ้าง กินยาไม่ตรงบ้าง เมื่อมียาเหลือไม่ได้ใช้อยู่แล้ว แทนที่จะทิ้งไปหรือปล่อยให้ยาหมดอายุ ก็เอากลับคืนมาใช้ประโยชน์” ฟ้าใส ภวภูตานนท์ หัวเรือใหญ่ผู้ริเริ่มขบวนการเด็กส่งยา ตอบคำถามคาใจสำหรับกรณีการช่วยเหลือบริจาคยาที่หลายคนอาจจะไม่รู้ ก่อนเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของภารกิจเด็กส่งยา
“ส่วนแรกเกิดขึ้นเพราะคุณแม่ท่านเป็นพยาบาลทำให้ได้เห็นบรรยากาศความทุกข์ยากของผู้ป่วย ส่วนที่สองคือการสั่งสอนให้รู้จักการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เราก็ต้องเป็นคนแบบนั้นที่รู้จักการให้และเราจะมีความสุข ซึ่งพอได้ให้ก็ทำให้ตัวของเรานั้นมีความสุขจริงๆ ยิ่งโดยเฉพาะการให้ของเรานั้นทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”
โดยเพจ ‘Dare to be Good Project’ เปิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมในปี 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดรับบริจาคยาส่งต่อมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อมนุษยธรรมที่ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ จากการรับเคสคนไข้แรงงานต่างชาติ
“ด้วยพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติค่อนข้างเยอะ ซึ่งบางครั้งเขาเหล่านี้มีเงินที่จำกัดในการรักษา และเขาไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพื้นฐานอย่างบัตรทองแบบเรา ซึ่งโดยตามจรรยาบรรณแพทย์เลือกปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยไม่ได้ เมื่อบวกกับพันธกิจของโรงพยาบาลเองก็ต้องรักษาเพื่อเป็นด่านกักกันโรคก่อนเข้าสู่ประเทศ ก็เป็นคอร์สภาระที่โรงพยาบาลเองต้องแบกจ่าย นอกเหนือจากคอร์สเรื่องอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าเงินเดือนรวมไปถึงค่าการดำเนินการต่างๆ ที่จะพัฒนาโรงพยาบาลให้ดีขึ้น เรามาช่วยตรงนี้ก็อย่างน้อยๆ ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณหมอและคุณพยาบาลให้ไม่มีคอร์สผู้ป่วยที่อาการหนักให้เหนื่อยในการรักษาหากขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์จนผู้ป่วยวิกฤต ที่สำคัญคือได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกหลายๆ ร้อยคนให้เขาได้มีความสุขอยู่กับครอบครัว”
จากเพื่อนถึงเพื่อน
เมื่อได้เริ่มเป็นผู้ให้หัวใจก็มีเมตตาจิตและรักในการช่วยเหลือ ซึ่งขณะเดียวกันเองคนไทยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นส่วนมาก ฟ้าจึงอยากเป็นกระบอกเสียงหนึ่งที่เปิดให้สังคมได้รับรู้การให้มีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวที่อาจจะมีค่าน้อยสำหรับเราแต่กลายเป็นสิ่งเลอค่าสำหรับใครบางคน
“คือโครงการนี้ที่โรงพยาบาลประกาศรับบริจาคเราเห็นตามสื่อได้สักพักหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็ดูเหมือนจะเงียบๆ ไป ทั่งๆ ที่ยังมีความต้องการตรงนี้อยู่มาก เราก็ย้อนมองดูงานของเราที่เรียนจบด้านหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาพยนตร์และสื่อดิจิตอล ทำงานด้านบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว ทำงานประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ทำให้เราก็รู้สึกว่าความรู้ความสามารถที่เราเรียนมามันมาทำอะไรดีๆ ถ้าคุณอยากจะทำอะไรสังอย่างหนึ่งคิดไม่ออก เราซัพพอร์ตมูลนี้ให้ทุกๆ มารู้จัก ซึ่งคนก็มีเข้ากดไลท์และทักข้อความจำนวนมาก”
ฟ้าใส บอกว่า นอกจากได้รับกระแสตอบรับที่ดีในการร่วมบริจาคยาจนกล่องพัสดุบรรจุยาเต็มบ้านเพียงระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ยังก่อเกิดการชักชวนเป็นมิตรภาพที่ร่วมกันทำความดี
“จากแรกเริ่มที่เราทำคนเดียว ซึ่งมันไม่มีทางสำเร็จได้แน่ๆ แต่พอเราทำลงโซเชียลด้วยคอนเทนต์ต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้รับเกินคาด ทักไปบอกเพื่อนที่เป็นเภสัชกร เพื่อนก็รีบตอบรับเลยแม้ว่างานจะยุ่งแค่ไหน ก็เข้ามาช่วยวิธีการคัดกรองยาแต่ละชนิดประเภทก่อนส่ง 1.ต้องเป็นยาสภาพดีที่ยังไม่หมดอายุ ต้องอายุ 6 เดือนขึ้นไป 2.ต้องมีฉลากยาชัดเจน ชื่อ ขนาด ข้อบ่งใช้ เขาก็มาให้ความรู้เพื่อที่เราจะบอกต่อเพื่อนๆ ที่เห็นโครงการว่ายาอะไรบ้างที่สามารถบริจาคได้ให้เขาตรวจสอบก่อนเบื้องต้น หลังจากนั้นแทบทุกคนที่ร่วมบริจาคก็กลายเป็นสังคมย่อยๆ เป็นกลุ่มฮับของคนที่มีแต่การอยากจะให้ ได้ข่าวจากที่นั้นที่นี้ให้เรามองและคิดวางแผนในการช่วยเหลือ คือทุกคนอยากจะช่วยกันทำความดีกับสังคมที่เรารับรู้ได้ว่าเขามีความสุข”
เวชภัณฑ์สำคัญไม่แพ้ยา
ปัจจุบันมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อมนุษยธรรมยังคงเปิดรับบริจาคยาทุกประเภท ซึ่งยาหลักๆ ที่ขาดแคลนเป็นอย่างมากคือ ยาพ่นรักษาอาการโรคหลอดลม ยาพ่นรักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และย่าฆ่าเชื้อสำหรับเด็ก
“ยาพ่นหลอดลมขวดหนึ่ง ราคา 200-300 บาท จำนวน100 ขวด ยาฆ่าเชื้อแบบน้ำสำหรับเด็ก ราคาประมาณ 74 บาท จำนวน 50 ขวด และยาพ่นรักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ราคา 290 บาท จำนวน 200 ขวด คือจากที่โรงพยาบาลลิสต์รายชื่อยาที่ต้องการในแต่ละเดือน ส่วนนอกนั้นจะเป็นยาพื้นฐานแก้ปวดแก้ไขซึ่งมีผู้บริจาคเป็นหลักส่วนใหญ่”
ฟ้าใส บอกว่า ที่สำคัญในตอนนี้ที่มีการขาดแคลนเป็นอย่างมากคือ ‘เวชภัณฑ์’ อาทิ ถุงมือตรวจโรคและถุงมือผ้าตัด หน้ากากอนามัย ไม้ผันสำลี สำลีม้วน เข็มฉีดยาเบอร์ต่างๆ เทปใสสำหรับปิดแผล สายน้ำเกลือ ผ้าผันแผลขนาด สายยางให้อาหาร สายให้น้ำเกลือผู้ใหญ่ กระบอกฉีดยา ฯลฯ ซึ่งรวมแล้วกว่า 50 รายการ
“มันเป็นวัสดุสิ้นเปลืองเวลาช่วยชีวิตคนไข้ใช้แล้วไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก รักษาใหม่อีกครั้งก็ต้องแกะอันใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยนอกที่รักษาเสร็จแล้วกลับบ้าน ดังนั้นเวชภัณฑ์พวกนี้ก็จะถูกใช้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมันก็จะมีคอร์สในการนำเข้ามาด้วยราคาและวิธีใช้เลยสำคัญไม่แพ้จำพวกยา จึงเป็นสิ่งที่ทางโรงพยาบาลต้องการเป็นอย่างมาก”
การให้ไม่มีสิ้นสุด ติดตามEP2. Dare to be Good Project
ภารกิจ ‘เด็กส่งยา’ จะปิดรับการบริจาคในวันที่ 31 มกราคม 2562 นี้ อย่างไรก็ตามหากใครอยากจะประสานงานให้ร่วมช่วยหรือคิดโครงการดีๆ ฟ้าใสยินดีเต็มที่ที่จะเข้าร่วมช่วยทำ
“อันดับแรกก็ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมบริจาคกับเราโครงการเด็กส่งยาถือว่าเป็น EP.1 ใน โครงการ Dare to be Good Project ที่ทำให้เรารู้ว่าคนไทยน้ำใจไม่มีสิ้นสุด และพร้อมที่จะช่วยเหลือกันอย่างมากมาย กระบอกเสียงนี้แม้ว่าจะใกล้ปิดแต่ท่านก็สามารถไปบริจาคกันได้โดยตรงที่มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อมนุษยธรรมโดยตรง
“อนาคตก็จะทำต่อไปซึ่งตอนนี้ก็กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดูสิ่งที่สังคมยังขาดการช่วยเหลือ สำหรับใครที่อยากให้ทำหรือช่วยเหลือหรือมีสิ่งที่ทำอยากให้เรามีส่วนร่วมสามารถพูดคุยกับทางเพจ และคุยกันว่าโครงการอะไรที่จะเป็นไปได้บ้าง เพื่อที่เราจะทำและช่วยให้สังคมให้ดีขึ้น สร้างชุมชนแห่งความรักชุมชนแห่งการให้ร่วมกัน ”
และนี้ก็คือเรื่องราวที่น่าประทับใจที่ช่วยจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้นสมชื่อ “ฟ้าใส ภวภูตานนท์” สาวน้อยวัยเพียง 26 ปี ที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ และสานต่อแบ่งปันเพื่อนมนุษย์







