
เวียดนามกลางสมรภมิศก.มหาอำนาจกับผลประโยชน์แฝง
ในเวลาเพียงวันเดียวหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (31 ต.ค.) เวียดนามลงนามเป็นพันธมิตรด้านพลังงานกับมหาอำนาจโลกถึง 2 ประเทศ
ในเวลาเพียงวันเดียวหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (31 ต.ค.) เวียดนามลงนามเป็นพันธมิตรด้านพลังงานกับมหาอำนาจโลกถึง 2 ประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในเวลาเพียงวันเดียวหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (31 ต.ค.) เวียดนามลงนามเป็นพันธมิตรด้านพลังงานกับมหาอำนาจโลกถึง 2 ประเทศ นั่นคือ รัสเซียและญี่ปุ่น โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นยังมีการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาธาตุหายาก หรือ Rare Earth
ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นยังเตรียมให้ความช่วยเหลือการพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง แต่โครงการนี้เป็นหมันไปเสียก่อน เพราะสภาแห่งชาติเวียดนามคว่ำข้อเสนอของรัฐบาลด้วยเหตุผลว่า งบประมาณที่ใช้พัฒนาโครงการนี้สูงถึง 50% ของสัดส่วน GDP ของประเทศ ซึ่งหมายความว่า หากเวียดนามจะลงทุนกับรถไฟฟ้าความเร็วสูง จะต้องตกเป็นหนี้สาธารณะมหาศาล
ด้วยเหตุนี้เวียดนามจึงยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนตัวเองเป็นลูกค้ารายใหญ่สำหรับธุรกิจรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งในธุรกิจนี้กำลังมาแรงอย่างมากในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นทั้งลูกค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่
น่าคิดว่า ดีไม่ดีจีนอาจใช้กลเม็ดของการล็อบบี้เพื่อหยุดยั้งการรุกคืบของธุรกิจรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากญี่ปุ่นก็เป็นได้
หากเป็นเช่นนั้นจะมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ญี่ปุ่นจะหันเข้าหาเวียดนามในช่องทางอื่น เพื่อตอบโต้จีนทางอ้อม
เหตุผลแรกคือการพึ่งพาธาตุหายากที่กำลังกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระดับโลก
เวียดนามถือเป็นประเทศที่มีปริมาณธาตุสำรองในสัดส่วนสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก และคาดอาจมีปริมาณสำรองสูงกว่าที่คาดการณ์กันไว้ เนื่องจากยังขาดเทคโนโลยีการสำรวจที่มีประสิทธิภาพ
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ไม่ห่างจากญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีโอกาสในการสำรวจเพิ่มเติมสูงมาก เวียดนามจึงเป็นขุมทองของธาตุหายากอย่างแท้จริงสำหรับญี่ปุ่น
แม้ นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเปิดเผยว่า เวียดนามเป็นฝ่ายเลือกญี่ปุ่นให้เป็นหุ้นส่วนในการทำเหมืองแร่หายาก แต่พิจารณาจากสภาพการณ์ของญี่ปุ่นที่ถูกบีบคั้นอย่างหนักจากจีนไม่ให้เข้าถึงแร่หายากได้อย่างเต็มที่ ทำให้เชื่อได้ว่า แท้จริงแล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายที่วิ่งเข้าหาเวียดนามเอง
การวิ่งเข้าหาเวียดนามในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า เพราะเท่ากับเป็นการรับประกันว่าเทคโนโลยีไฮเทคของญี่ปุ่นจะไม่ล่มสลายเพราะจีนปิดทางเข้าถึงธาตุหายาก
ขณะที่เวียดนามกลายเป็นโอกาสสำหรับหลายๆ ประเทศที่หิวกระหายธาตุหายากไปโดยปริยาย
ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ญี่ปุ่นวิ่งเข้าหาเวียดนาม นั่นคือ การฉวยโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ ในช่วงเวลาที่เวียดนามได้กลายเป็นประเทศที่หิวกระหายพลังงานนิวเคลียร์อย่างหนัก จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานนิวเคลียร์ที่โตไวที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
เวียดนามเตรียมสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก ใน 4 จุดของประเทศ แต่ละจุดจะใช้เตาปฏิกรณ์ถึง 4 เตา และตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2573 จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มขึ้นถึง 14 เตา
ในการลงนามร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี เหงียนตันดุง แห่งเวียดนาม กับนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศตกลงกันว่า ญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ให้กับเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่สามารถช่วงชิงเค้กก้อนโตในตลาดนิวเคลียร์ของเวียดนามได้เพียงลำพัง เพราะยังมีคู่แข่งที่คอยแย่งชิงส่วนแบ่งอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ซึ่งเจรจากับเวียดนามก่อนญี่ปุ่น แต่ในท้ายที่สุด ปรากฏว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในระดับเทียบเท่ากับญี่ปุ่นได้
เวียดนามยังเลือกรัสเซียเข้ามาร่วมสร้างโรงงานนิวเคลียร์ โดยยกให้รัสเซียคุมโครงการถึง 2 โครงการ จากเดิมที่เคยคาดว่าทั้งสองโครงการนี้จะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 ปีในการตัดสินใจมอบสัมปทานให้กับประเทศใด
ที่สำคัญที่สุดคือ รัสเซียได้รับสิทธิในการสร้างโรงงานนิวเคลียร์แห่งแรกให้กับเวียดนาม
มองอย่างผิวเผินแล้ว เหมือนจะไม่มีอะไรในกอไผ่ในการลงทุน 3 เส้าระหว่างเวียดนาม ญี่ปุ่น และรัสเซีย เพราะก่อนหน้านี้เวียดนามได้จัดสรรปันส่วนโอกาสในการสัมปทานอย่างดี โดยพิจารณาจากเงื่อนไขที่สมเหตุผล
ฝ่ายเกาหลีใต้และฝรั่งเศสเสนอราคาประมูลที่ต่ำกว่า แต่แค่นั้นยังไม่พอที่จะดึงดูดใจเวียดนาม
ญี่ปุ่นมีข้อเสนอพ่วง โดยจะปล่อยกู้ในการสร้างท่าเรือให้เวียดนามมูลค่า 983 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่รัสเซียมีข้อเสนอพ่วงมาด้วยเช่นกัน โดยจะขายยุทโธปกรณ์หนักให้ในราคามิตรภาพ
ไม่เท่านั้น การที่เวียดนามเลือกญี่ปุ่นพร้อมๆ กับรัสเซีย ยังเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยไปถึงจีน ในฐานะที่เวียดนามกับจีนเป็นไม้เบื่อไม้เมาในกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ ส่วนญี่ปุ่นเองก็พลอยกินตามน้ำไปด้วย เพราะมีกรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะในทะเลตะวันออกกับจีนเช่นกัน
แท้จริงแล้วเวียดนามมีความสนิทสนมกับรัสเซียอย่างแนบแน่นตั้งแต่ครั้งที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต โดยที่โซเวียตนั้นไม่ลงรอยกับจีน ส่วนเวียดนามเป็นปรปักษ์กับจีนอย่างรุนแรงในช่วงสงครามเย็น ทั้งๆ ที่ 3 ประเทศล้วนแต่อยู่ในค่ายคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งสิ้น
การหันเข้าหารัสเซียของเวียดนามจึงดูเหมือนจะเป็นคุณต่อทั้งเวียดนามและญี่ปุ่น
ในด้านเศรษฐกิจอาจเป็นเช่นนั้น แต่ในทางการเมืองทุกอย่างยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ที่ง่อนแง่นอยู่แล้วจากกรณีพิพาทเรื่องดินแดนของหมู่เกาะคูริล
ล่าสุด ความพยายามแย่งชิงตลาดเวียดนาม ได้กลายประเด็นซับซ้อนทางการเมืองสำหรับญี่ปุ่นอีกจนได้ เมื่อรัสเซียเหยียบหน้าญี่ปุ่นเข้าอย่างจัง คล้อยหลังเพียงวันเดียวจากที่ทั้งสองประเทศรุกคืบสู่เวียดนามพร้อมๆ กัน เมื่อประธานาธิบดี ดิมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซียเดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล ซึ่งบัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่ก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นยังอ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะคูริลมาโดยตลอด การเยือนหมู่เกาะดังกล่าวของผู้นำรัสเซียจึงสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อญี่ปุ่นถึงขั้นที่รัฐบาล “ไม่อาจยอมรับได้”
สาเหตุที่ เมดเวเดฟ ถึงกับต้องลงทุนเดินทางไปถึงหมู่เกาะคูริลอันไกลโพ้นเพื่อยั่วยุญี่ปุ่น มีเหตุผลที่พอเข้าใจได้อยู่ 2 ประการ คือ
รัสเซียต้องการประกาศกับญี่ปุ่นว่า การลงทุนพร้อมๆ กันในเวียดนาม มิใช่สัญญาณบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นกับรัสเซียเป็นหุ้นส่วนกัน ตรงกันข้าม รัสเซียมีแนวโน้มที่จะปรับความสัมพันธ์กับจีนให้ดีขึ้นมากกว่าที่จะเผชิญหน้าทั้งทางตรงและทางอ้อมดังเช่นในอดีต ญี่ปุ่นจึงไม่ควรเข้าใจผิดว่าจะสามารถพึ่งพารัสเซียเพื่อเล่นงานจีนได้โดยง่าย
ประจวบเหมาะอีกเช่นกันที่ในวันเดียวกันนั้น รัฐสภาญี่ปุ่นพิจารณาภาพวิดีโอขณะที่เรือประมงของจีนพุ่งชนเข้ากับเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่นในน่านน้ำที่เกิดกรณีพิพาท จนนำไปสู่การปิดทางส่งออกธาตุหายากมายังญี่ปุ่น
ประการที่สอง รัสเซียต้องการย้ำกับญี่ปุ่นว่า รัสเซียมั่นหมายที่จะคว้าส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจเวียดนามที่กำลังคึกคักเช่นกัน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาพลังงานและการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่ญี่ปุ่นหมายตาไว้มาระยะหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เวียดนามจึงคล้ายกับเป็นเวทีของการจัดวางอิทธิพลของมหาอำนาจแห่งเอเชียแปซิฟิกระหว่างจีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นเพียงตัวเชื่อมหลวมๆ
การแบ่งอิทธิพลของขั้วอำนาจทั้งสามกำลังเริ่มครอบคลุมจากเศรษฐกิจของเวียดนาม และอีกไม่นานอาจแพร่ขยายสู่เศรษฐกิจและการเมืองของเอเชียตะวันออกทั้งภูมิภาค







