
เจริญจีบทูตผู้ดีทิ้งเก้าอี้คุมช้าง
ไทยเบฟ โชว์ฝีมือ ดึงตัวเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย บริหารเครือข่ายบุกยุโรปอเมริกา
ไทยเบฟ โชว์ฝีมือ ดึงตัวเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย บริหารเครือข่ายบุกยุโรปอเมริกา
นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของธุรกิจน้ำเมา เบียร์ช้าง สุราแม่โขง และแสงโสม รวมทั้งธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เขย่าวงการธุรกิจครั้งใหญ่ เมื่อสามารถดึงนายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัท อินเตอร์เนชันแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิง ซึ่งเป็นบริษัทสาขาในยุโรปและสหรัฐ
นายควินตัน เควลย์ เปิดเผยว่า ได้หมดวาระการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยในวันที่ 31 ต.ค. และตัดสินใจเข้าร่วมงานกับนายเจริญ โดยเข้ารับตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2554
นายเควลย์ กล่าวว่า จะยังคงเดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่องภายหลังรับบทบาทใหม่ โดยจะเดินทางมาเยือนคราวละราว 4 ครั้งต่อปี
นายเควลย์นอกจากเคยเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษในหลายประเทศ ยังเคยร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน อาทิ สำนักงาน UK Trade and Investment ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของอังกฤษ และบริษัท Price Waterhouse อีกด้วย
ก่อนหน้านี้นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ช้าง กล่าวว่า จะมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรุกตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันเบียร์ช้างส่งออกไปจำหน่ายทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียโดยมียอดส่งออกสัดส่วน 7% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น 10% ในปี 2554
นายฐาปน กล่าวมั่นใจว่า ไทยเบฟมีความพร้อมในหลายๆ ด้านและมีจุดแข็ง โดยเฉพาะการเป็นเจ้าของบริษัท อินเวอร์เฮ้าส์ ดิสทิลเลอร์ส ผู้ผลิตวิสกี้รายใหญ่ของสกอตแลนด์ และยุโรป
ทั้งนี้ เบียร์ช้าง แสงโสม และแม่โขง ถือเป็น 3 แบรนด์ที่เป็นหัวใจในการรุกตลาดต่างประเทศ กลยุทธ์หลักในการบุกตลาดต่างประเทศ ประกอบไปด้วยการเป็นผู้สนับสนุนหลักในกีฬาฟุตบอล กีฬากอล์ฟ ลานกิจกรรมมิวสิกมาร์เก็ตติง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ช้างสร้างแบรนด์สู่กลุ่มลูกค้าทั่วโลกได้มากที่สุด โดยแต่ละปีใช้งบในกิจกรรมสปอร์ตมาร์เก็ตติง 500 ล้านบาท และผ่านกิจกรรมมิวสิกมาร์เก็ตติงประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี







