posttoday
"กบ"เลขาธิการครม.สนิททุกฝ่ายทำงานได้ทุกที่

"กบ"เลขาธิการครม.สนิททุกฝ่ายทำงานได้ทุกที่

30 ตุลาคม 2553

'ไม่ได้ทำงานเพื่อหวังตำแหน่ง

'ไม่ได้ทำงานเพื่อหวังตำแหน่ง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

"กบ"เลขาธิการครม.สนิททุกฝ่ายทำงานได้ทุกที่ อำพน กิตติอำพน

ข้าราชการระดับสูงน้อยคนนักที่ไม่เคยร่วงหล่นจากเก้าอี้ หรือโดนเด้งฟ้าผ่ายามเปลี่ยนรัฐบาล ยกเว้นว่าข้าราชการคนนั้นเป็นจิ้งจกที่เปลี่ยนสีได้เก่งตามทิศทางการเมือง แต่สำหรับ"ดร.กบ" อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี คนใหม่ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้กับเขา
         
เขาไม่ใช่ "จิ้งจก" แต่เป็น "กบ" ที่เปลี่ยนสีได้เก่ง ในการทุ่มเททำงานได้กับทุกรัฐบาล ไม่เลือกฝักเลือกฝ่าย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดร.กบ บอกว่าเราเป็นข้าราชการ หน้าที่ก็คือ ทำงานให้กับประชาชน และที่สำคัญ "ผมก็เป็นคนทำงานครับผมไม่ได้ทำงานเพื่อหวังตำแหน่งอย่างแน่นอน"นั้นคือคำการันตีจาก ดร.กบ
        
อย่างไรก็ตาม เวลาย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ในยุคที่ ดร.กบ เข้ามาคุมสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สคค.) ณ เวลานี้ เขากล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจว่า แม้ผมจะไม่เก่งกฎหมาย หรือรัฐศาสตร์เทียบได้เท่ากับระดับเทพ อย่าง ท่านวิษณุ เครืองามหรือท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ตาม แต่ผมจะนำพาองค์กรนี้ไปสู่เป้าหมายแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้ได้เช่นกัน!!!
         
มิติใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคเลขาฯ กบ ท่านอธิบายให้ฟังว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า สำนักเลขาธิการ ครม. ถือเป็นงานด่านสุดท้ายที่จะนำนโยบาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจของกลไกในการบริหารราชการที่เป็นลักษณะของโครงการ ข้อกฎหมาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงเป็นงานที่เชื่อมโยงกับทุกกระทรวง ทบวง กรม
         
ก่อนหน้านี้งานของสำนักเลขาธิการ ครม.เรียกได้ว่า 80% เป็นหน่วยงานของรัฐ ยิ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องขององค์กร ที่ครอบคลุมเข้าไปถึงองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่จัดตั้งต่างๆ แม้กระทั่งภาคประชาชนตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาเรื่องของโครงการมาบตาพุด ที่มีกลไกใหม่ๆ เข้ามา เช่น คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ดังนั้นการทำงานของเราจึงต้องเชื่อมโยง เป็นงานที่ละเอียดถี่ถ้วนและมีความรู้หลากหลาย
         
"แน่นอนว่าหน้าที่องค์กรนี้ สลค.มีความรู้หลักคือด้านข้อกฎหมาย และความรู้สายรัฐศาสตร์ฉะนั้นจึงเป็นตัวกลั่นกรองว่าเรื่องต่างๆ ที่เข้าสู่ครม.นั้น ทั้งในเรื่องของการยกร่างกฎหมายไปสู่รัฐสภา หรือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ การออกข้อบังคับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และอีกหน้าที่หนึ่งของการประสานงาน คือสำนักยุทธศาสตร์และสำนักวิเคราะห์ นโยบายแบ่งออกเป็น 2 สายคือ 1.ดูเรื่องของเศรษฐกิจโดยเฉพาะ 2.ดูเรื่องสังคม และความมั่นคง ซึ่งทั้งสองจะเข้ามาในเรื่องการประสานหน่วยงาน" ดร.กบ อธิบาย
         
อย่างไรก็ตาม เป้าประสงค์สุดท้ายสำนักเลขาธิการ ครม.จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีต่างๆ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

"กบ"เลขาธิการครม.สนิททุกฝ่ายทำงานได้ทุกที่

สำหรับสิ่งที่ท้าทายการทำงานของสำนักเลขาธิการ ครม. ในยุคของ ดร.กบ ในขณะนี้คือ ต้องพัฒนาใน 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.การพัฒนาบุคลากร 2.พัฒนาคนให้มีความรู้ในหลากหลายสาขามากขึ้น เพราะแต่เดิมนั้นกระทรวง ทบวง กรม ไม่ได้อยู่ที่จุดเดียวโดยเฉพาะแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิต การรักษาเสถียรภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ
         
ดังนั้น ความรู้ในองค์กรไม่ใช่เน้นเรื่องข้อกฎหมายอย่างเดียวแล้ว เพราะข้อกฎหมายเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านความมั่นคงด้านสาธารณสุข แม้กระทั่งด้านการเมืองพัฒนาในการส่งเสริมองค์ความรู้ คือการวิเคราะห์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องของเศรษฐกิจโต ค่าเงินบาทแข็ง เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่ว่าเกิดจากอะไร ไม่ใช่เพียงการรอถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
         
ขณะที่ด้านที่ 3.กฎระเบียบต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนมา 2 ครั้ง ก็จะเกิดปัญหาว่ากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร มติคณะรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่นเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศและระมัดระวังมากที่สุดคือ จะเข้ากับมาตรา 190 (2) หรือไม่ และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ดังนั้นการที่จะสร้างองค์กร ความสามัคคีสุจริตโปร่งใส การวางตัวเป็นกลางของข้าราชการประจำเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
         
"ผมมีความสนิทสนมกับอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ ได้คุยกันตลอดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาถึงการปรับโครงสร้าง เพราะท่านได้ปรับเรียบร้อยแล้ว แต่งานที่จะเสริมเข้าไปอีกงานในเรื่องของการฝึกอบรม ทักษะในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการตรวจสอบ
         
แม้ที่ผ่านมาคาดหวังกันไว้สูงมากว่าคุณสมบัติเลขาธิการ ครม.ต้องทำหน้าที่เป็น"ทนายหน้าหอ" ให้กับรัฐบาล กล่าวคือต้องมีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายอย่างแตกฉาน แต่มาในยุค ดร.กบ กลับเป็นเลขาธิการ ครม.ที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจอย่างเก่งกาจก็ตาม แต่นี้ก็คือจุดอ่อนของเลขาฯ คนใหม่ที่ต้องเร่งปรับตัว

ดร.กบ ใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ฟังว่า "ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง หรือกฎหมาย ผมจะต้องพึ่งสำนักงานกฤษฎีกาเพียงอย่างเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าผมเป็นกรรมการกฤษฎีกา มา 4 ปีแล้วแม้ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ในกรรมการกฤษฎีกาทุกคนก็ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมเข้าใจว่าการบังคับใช้กฎหมาย การยกร่างกฎหมายจะต้องพึ่งพาตัวสาระของข้อกฎหมายที่จะร่างนั้นด้วย สำนักงานเลขาธิการ ครม.จะไม่ทำตัวเป็นสำนักกฎหมายหรือตีความข้อกฎหมาย แต่จะต้องพึ่งสำนักกฤษฎีกาที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆรวมทั้งจะทำหน้าที่ประสานงาน

นอกจากนี้ยังให้ความคิดเห็นในเรื่องข้อกฎหมายเบื้องต้นด้วยและต้องขอยืนยันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
         
"ต้องยอมรับตัวเองว่า ยังมีจุดอ่อนที่จะต้องพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างปัจจุบันของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีใช้ได้อยู่แล้ว เพราะมีสำนักนิติธรรมที่ดูแลในเรื่องข้อกฎหมาย ร่างกฎหมาย ที่เชื่อมโยง แต่เน้นบทบาทของสำนักงานกฤษฎีกามากขึ้นในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาล จึงทำให้สำนักเลขาธิการ ครม.มีตัวช่วยในการทำงานในการขอความคิดเห็นต่างๆ ก่อนเสนอเรื่องใดเข้าที่ประชุม ครม.
         
เมื่อถามว่างานของ สลค.งานใดที่เลขาธิการ ครม.คนใหม่ให้ความสำคัญมากที่สุดดร.กบ กล่าวทันทีว่า สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำมากที่สุด คือ เรื่องของงานอารักษ์ที่เป็นงานที่ต้องทำยิ่งกว่าคำว่าละเอียด เพราะต้องให้สมพระเกียรติของพระองค์ท่าน ดังนั้นงานการเทิดทูนสถาบันซึ่งเป็นหนึ่งของหัวใจในการปรองดองสิ่งเหล่านี้จะต้องละเอียดยิ่งกว่าการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.จะผิดพลาดไม่ได้ เรื่องฐานันดรศักดิ์ การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเอกสารเหล่านี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นจดหมายเหตุของประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารกับสถาบัน
         
อย่างไรก็ตาม ในตำแหน่งเลขาธิการ ครม.ย่อมหนีไม่พ้นกับแรงเสียดทานจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะคำครหาที่ว่า ดร.กบ สนิทสนมกับนักการเมืองอย่างมากจนได้ดิบได้ดีถึงทุกวันนี้ ดร.กบ กล่าวยืนยันการทำหน้าที่ข้าราชการประจำ ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการครม. ว่าต้องทำหน้าที่ฝ่ายเลขาฯ ที่เป็นกลาง ยึดหลักข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง ศิลปะ มันขึ้นอยู่กับเวลา เรื่องความพร้อมของข้อมูลหลักการและเหตุผลด้วย
         
"อย่างเช่น กรณีที่ท่านอดีตนายกฯ บรรหารศิลปอาชา กล่าวถึงผม ท่านบรรหารเป็นผู้ใหญ่ที่ให้ข้อแนะนำ ก็ควรจะขอบคุณแล้วนำกลับมาคิดว่าเราได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่ดีหรือไม่ ถ้าเป็นข้อแนะนำที่ดีก็ต้องเอามาศึกษายึดหลักปฏิบัติ เพราะคำแนะนำของผู้ใหญ่ก็ต้องถือว่าดีเพราะท่านตักเตือนสั่งสอน" ดร.กบ กล่าวไปพลางยิ้มไปพลางๆ
         
สำหรับความสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นพิเศษนั้นดร.กบ ยกมือชี้ไปที่ตู้กระจกที่ภายในมีรูปภาพถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคนพร้อมกล่าวว่า ก็ไปดูในตู้นี้สิว่ามีกี่คน แม้แต่"ป๋า" (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) ก็มี
         
"อย่าลืมผมเป็นข้าราชการประจำ หรือจะเรียงลำดับเลยก็ได้ เช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่นขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบรรหาร ผมก็สนิทสนมหมด เพราะตอนที่ท่านเหล่านี้เป็นรัฐมนตรีในขณะที่ผมเป็นข้าราชการใหม่ๆ"
         
ถามว่าคนไทยทำงานให้แล้วจะไม่รู้จักได้อย่างไร แล้วหากใครจะมาถามว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งมันแย่จริงหรือไม่ จะตอบว่า "ท่านครับเมื่อท่านพ้นจากตำแหน่งไป แล้วมีคนมาถามว่าท่านห่วยอย่างนี้ แล้วท่านจะคบกับผมหรือไม่ผมไม่พูดหรอกครับ แต่ถ้าท่านถามว่ารัฐมนตรีคนนั้นดีอย่างไร ผมจะตอบให้ข้อดีของเขา เช่นเดียวกันถ้ามีคนมาถามเมื่อท่านพ้นตำแหน่งไปว่าท่านดีอย่างไรผมก็จะตอบไป" ดร.กบ กล่าวทิ้งท้าย

เทคนิคสกัดโครงการคุณขอมา!

 

"กบ"เลขาธิการครม.สนิททุกฝ่ายทำงานได้ทุกที่

ทั้งนี้ แรงเสียดทานอันสำคัญที่เลขาธิการ ครม.ต้องพบเจอ คือโครงการเผือกร้อนหรือโครงการที่อาจก่อความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามผลักดันโครงการให้ผ่านมติเห็นชอบจาก ครม.ในฐานะที่เป็นเลขาธิการ ครม. ดร.กบ-อำพนกิตติอำพน ให้หลักคิดในการรับมือโครงการประเภทนี้ว่า การจะพิจารณาโครงการใหญ่ๆเช่น รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นต้น ต้องดู2 มิติ คือ 1.เรื่องต่างๆ ที่เสนอมานั้น ความสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีที่เคยมีในเรื่องเดิมนั้นเป็นอย่างไร ทำไมเหตุผลของเขาถึงต้องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี
       
ทั้งนี้ ถ้าเป็นโครงการรัฐวิสาหกิจ เขาต้องผ่านความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เพราะถ้าไม่มีก็ต้องส่งเรื่องไปยังสภาพัฒน์ก่อน หรือความเห็นในเรื่องการเงินการคลัง กระทรวงการคลังมีความเห็นว่าอย่างไร
         
"ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเห็นสมควรแล้วในเรื่องใดๆ และเราต้องตรวจดูในเรื่องขั้นตอนการเสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี หากผิดขั้นตอนเราก็ต้องเสนอนายกรัฐมนตรีว่ายังไม่ควรอยู่ในขั้นพิจารณา
         
"โครงการรถเมล์ ถ้าถูกเสนอกลับเข้าคณะรัฐมนตรีมาใหม่ ผมก็จะต้องกลับไปดูว่าท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้มีการประชุมเรื่องนี้แล้วหรือไม่และมีความเห็นอย่างไร เพราะหากไม่มีการประชุมอะไรเลย ผมก็ต้องกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี เห็นสมควรส่งเรื่องคืนรัฐมนตรีจะดีกว่า ผมต้องทำหน้าที่เหมือนผู้รักษาประตู เพราะถ้าลูกบอลถูกยิงมาไม่ว่าจะเข้าหรือไม่ ผมก็จะต้องรับไว้ก่อน" อำพนกล่าวอย่างติดตลก

ดร.กบ ยังกล่าวถึงเรื่องที่ไปที่มาในการได้รับเลือกมานั่งในตำแหน่งนี้ว่า "แม้ไม่ทราบว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีไว้วางใจผมด้วยเหตุผลใด เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดตรงๆ ทุกตำแหน่งของข้าราชการระดับ 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวง ท่านนายกฯ จะต้องให้ความเห็นชอบ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่นายกฯ ไว้วางใจให้ทำงานในหน้าที่นี้
         
สิ่งแรกเลยต้องยึดคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาโดยธรรม ถือศีล 5 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และการเรียนรู้ไม่ใช่แค่เรียนในตำรา แต่ต้องเรียนรู้จากชีวิตจริง ตัวอย่างงานที่นายกรัฐมนตรีได้เลือกให้ผมไปบริหารที่การบินไทย ตอนแรกเกือบจะปฏิเสธ เพราะว่าการบินไทยติดลบถึง2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่หลังจากที่ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไป พบว่าการบินไทยมีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น จนทำให้การบินไทยมีกำไร 7,300 ล้านบาท ราคาหุ้นจาก 7 บาท ปีนี้เพิ่มเป็น 40 บาท นี้คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมได้รับการไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี"
        
ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีไม่ไว้วางใจ ผลเสียไม่ได้เกิดกับตัวผม ผลเสียที่เกิดขึ้นคือผลประโยชน์ของบ้านเมือง สิ่งที่ผมยึดมาตลอดคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน ก็ได้บอกอย่างชัดเจนว่าเราควรจะปฏิบัติงานอย่างไร"นายอำพน กล่าวทิ้งท้าย

  

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ