
รักษาที่มั่น อุบลฯ บทพิสูจน์ศักยภาพ รัฐบาลอภิสิทธิ์
โดย.......ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โดย.......ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
จังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งสุดท้ายที่สุ่มเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมมากที่สุด นั่นเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำใหญ่ 2 สาย คือแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี ทว่าก่อนที่กระแสน้ำก้อนใหญ่จะเคลื่อนมาถึงยังมีเวลาอีกกว่า 2 สัปดาห์ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องวางแผนตั้งรับ
ที่มั่นสำคัญซึ่งมีโอกาสเสียหายรุนแรงได้แก่ อำเภอเมือง และ อำเภอวารินชำราบ โดยทั้ง 2 อำเภอตั้งอยู่ตรงข้ามกัน มีแม่น้ำสายใหญ่ที่ผ่านการบรรจบจากแม่น้ำมูลและชีตัดขวาง สถานการณ์ล่าสุดเริ่มมีน้ำไหลเข้าท่วมบ้างแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต
อย่างไรก็ตามขณะนี้จังหวัดอุบลราชธานีประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินใน 21 อำเภอ 2 เทศบาล 143 ตำบล 1,168 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้ว 33,599 ครัวเรือน จำนวนทั้งสิ้น 253,285 ราย สำหรับความเสียหายเบื้องต้นได้แก่ ถนน 338 สาย สะพาน 22 แห่ง ท่อระบายน้ำ 41 แห่ง ฝาย 6 แห่ง พื้นที่การเกษตร 78,177 ไร่
สุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในทุกๆ 6 ชั่วโมง โดยระดับน้ำล่าสุดที่ได้รับรายงานคือ 112.30 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนน้ำก้อนใหญ่ที่จะมาจากแม่น้ำมูลและชีนั้นจะเคลื่อนมาไม่พร้อมกันโดยมีระยะเวลาห่างกันถึง 5 วัน จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อการรับมือ แต่อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 ต.ค. เวลา 9.00 น. จะมีการฝึกซ้อมอพยพคนในทุกพื้นที่ของจังหวัด
“ตอนนี้จังหวัดอุบลราชธานีระดมเครื่องสูบน้ำถึง 40 เครื่อง เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากปลายน้ำตลอดเวลา มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา อย่างไรก็ตามหากเกิดวิกฤตเหนือความคาดหมายจริงๆ ก็มีความพร้อมในการอพยพคนทันที”ผู้ว่าฯ อุบลราชธานีระบุ
สอดคล้องกับ บพิตร พันธุ์พินิจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุบลราชธานี ที่ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้เขื่อนสิรินธรจุน้ำประมาณ 81% ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดปานกลางอีก 11 แห่ง จุน้ำเฉลี่ย 99% ในขณะที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จุน้ำเกินพิกัดแล้วถึง 125% คาดว่าน้ำจะไหลเข้าถึงจังหวัดอุบลราชธานีในกลางสัปดาห์หน้า ประมาณวันที่ 2 พ.ย. แต่จะรุนแรงปลายมาณกลางอาทิตย์ต่อไป
“ประเมินว่าระดับน้ำที่จะเข้ามาคงจะสูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร ซึ่งไม่เป็นปัญหาใดๆ เพราะจะไม่เข้าเขตเทศบาลเมือง และคาดว่าไม่เกินต้นเดือนธ.ค.น้ำก็จะลดลง”บพิตรคาดการณ์
ด้าน ปริวรรต ชัยวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พยากรณ์อากาศว่า ขณะนี้จังหวัดอุบลราชธานีถูกปกคลุมด้วยความกดอากาศสูงจากจีน ทำให้อากาศมีลักษณะเย็นและแห้ง ซึ่งหากมีฝนตกก็จะมีเฉพาะในวันแรกที่ความกดอากาศเข้ามาเท่านั้น ยืนยันว่าตั้งแต่นี้ไปจนถึงเดือน ก.พ. จะไม่มีฝนตกลงมาอย่างแน่นอน จึงไม่ต้องห่วงว่าระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น
นพ.มนัส กนกศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี อธิบายถึงความพร้อมในการรับสถานการณ์น้ำท่วมว่า มีแผนรองรับ 4 ด้านคือ 1.ป้องกันสถานที่สำคัญของโรงพยาบาลโดยมีกระสอบทรายจำนวน 1 หมื่นกระสอบ เรียงสูงประมาณ 5 ชั้น และหากน้ำขึ้นสูงจะมีการก่ออิฐปูนอีก 3 ชั้น 2.เตรียมย้ายจุดรับผู้ป่วยนอกขึ้นไปอยู่ในชั้นที่สูงขึ้นไป
3.สำรองวัสดุทางการแพทย์ 2 เดือน อาหาร 10 วัน ส่วนออกซิเจนคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ และสามารถเติมได้จากภายนอก แต่ก็มีการสำรองไว้ 10 วัน 4.ถ้ามีสัญญาณว่าน้ำจะท่วมก็จะแจ้งไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ให้หยุดส่งต่อผู้ป่วยมาและย้ายผู้ป่วยหนักขึ้นชั้นบน
“โรงพยาบาลของเราตั้งอยู่ที่สูงโอกาสจะถูกน้ำท่วมจึงน้อยมาก แต่ก็ต้องเตรียมการอย่างรัดกุม เพราะงานนี้พลาดไม่ได้”ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานีระบุ
สำหรับการอพยพผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะนี้มีทั้งสิ้น 229 ครัวเรือน รวม 824 คน ส่วนใหญอาศัยอยู่ในอำเภอวารินชำราบ อย่างไรก็ตามในทุกๆ ปีพื้นที่ดังกล่าวจะต้องประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมเป็นประจำ ชาวบ้านจึงมีวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกับการอาศัยในจุดอพยพชั่วคราว
จีรชัย ไกลกังวาร นายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ เล่าว่า ระดับน้ำตอนนี้ท่วมสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร ซึ่งเป็นการท่วมรอบที่สอง เพราะ 1 เดือนก่อนหน้านี้เคยท่วมไปแล้ว คาดว่าน้ำจะขังอยู่อีก 1 เดือน อย่างไรก็ตามทุกฤดูน้ำหลากจะมีการอพยพชาวบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่นี่
ชาวบ้านชุมชนเกตุแก้ว เทศบาลเมืองวารินชำราบ พูดตรงกันว่า ทุกๆ ปีก็จะต้องออกมาอยู่ในจุดอพยพชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำจะขึ้นสูงมิดบ้าน โดยทุกคนถือเป็นวิถีชีวิตและไม่ได้รู้สึกลำบาก ทั้งนี้ยืนยันตรงกันว่าได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างทั่วถึง
“ส่วนใหญ่ก็ออกมาอยู่ข้างนอกกันหมด แต่ก็มีบางส่วนที่ยังอยู่ได้เพราะบ้านมี 2 ชั้น ทุกคนได้รับคำเตือนว่าน้ำจะมามากแต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร”ผู้อพยพรายหนึ่งกล่าว
ในขณะที่ ศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ มีความเป็นห่วงว่า ชาวบ้านไม่ตื่นตัวต่อคำเตือนของทางราชการเท่าที่ควร ยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติ ซึ่งจากการลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านพบว่าส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าน้ำจะท่วมอุบลราชธานี จึงต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ก่อนจะสายเกินแก้
การตั้งรับสถานการณ์น้ำบ่าของจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็น “บททดสอบ” ครั้งสำคัญ ที่จะชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมว่า คณะรัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความสามารถพอในการบริหารประเทศต่อไป
ช่วงเช้าของวันที่ 29 ต.ค. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมและมาตรการรับมือน้ำก้อนใหญ่ที่จะเคลื่อนมาถึงในกลางสัปดาห์หน้าจากข้าราชการระดับสูง
ภายหลังฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ นายองอาจ กล่าวมอบนโยบายว่า ปัญหาน้ำท่วมมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนมากเกินเกณฑ์ปกติ และระบบบริหารจัดการเรื่องน้ำยังมีปัญหา โดยสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขเฉพาะหน้าคือเขตชุมชนเมือง เนื่องจากเมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นประชาชนในเขตชนบทหรือที่พักอาศัยบริเวณริมตลิ่ง มักจะมีประสบการณ์และคุ้นเคยกับสถานการณ์ จึงสามารถปรับตัวและรับมือได้
ในขณะที่ประชาชนในเขตชุมชนเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาทำงาน เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงไม่คุ้นและปรับตัวไม่ถูก ดังนั้นหน่วยงานราชการจึงต้องเตรียมการเพื่อเข้าช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ โดยต้องรีบสำรวจรายละเอียดของประชาชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ว่าพักอาศัยอยู่ที่ใดบ้าง จะได้เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันกาล
รมต.ประจำสำนักนายกฯ เล่าอีกว่า จังหวัดชัยภูมิเป็นตัวอย่างเรื่องอพยพคน โดยหลังจากอพยพแล้วจะมีการร่วมมือกันในจังหวัดเพื่อตั้งโรงครัวให้บริการที่จุดอพยพ นอกจากนี้ยังมีการวางแผนคมนาคม มีการกำหนดเส้นทางเดินเรือเพื่อรับส่งผู้อพยพไปยังจุดต่างๆ ด้วย
“ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสมาแล้วว่าทรงเป็นห่วงพื้นที่อุบลราชธานี ดังนั้นเราต้องเตรียมรับมือให้พร้อม เพราะหากไม่พร้อมแล้วเกิดปัญหาก็คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ที่สำคัญเราทราบถึงปัญหาและสถานการณ์ล่วงหน้าแล้ว จึงมีเวลาให้คิดแก้ปัญหา คนไทยทั้งประเทศกำลังจับตามองอยู่”
นายองอาจ กล่าวว่า หน่วยราชการต้องดูแลเรื่องการกระจายถุงยังชีพให้ถึงมือกับประชาชนทุกคน ต้องมีการวางระบบการบริหารจัดการ เนื่องจากหลายพื้นที่ได้ประสบปัญหาการแจกถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัยซ้ำหลายๆ ครั้ง ในขณะที่คนอีกกลุ่มกลับไม่ได้รับ นอกจากนี้อยากให้มีการสำรวจราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหาร เพราะทราบว่าเริ่มมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นบ้างแล้ว
“ถ้าอุบลฯ เกิดปัญหาเหมือนหลายๆ พื้นที่ก่อนหน้านี้ คงจะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น และหากผู้ว่าฯ ทำงานแล้วติดขัดอะไรให้ประสานมาที่ผมโดยตรง ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พื้นที่นี้เกิดปัญหา เราจะปล่อยให้ที่นี่มีปัญหาไม่ได้เด็ดขาด” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ขณะนี้มีพื้นที่ที่น้ำท่วมถึงแล้ว 2 เทศบาล ได้แก่ เทศบาลเมืองอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้ประสบภัยจำนวน 15 ชุมชน 617 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 1,996 คน มีการอพยพไปยังที่พักชั่วคราว 7 แห่ง คือ สวนสาธารณะห้วยม่วง ซอยติ่งปลาเผา ห้วยวังนอง ชุมชนโพธิ์ บ่อบำบัดน้ำเสีย เชิงสะพานศรีนครินทร์ วัดท่าวังหิน และ เทศบาลเมืองวารินชำราบ ซึ่งมีประชาชนเดือดร้อนแล้ว 11 ชุมชน 891 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 3,060 คน โดยอพยพผู้ประสบภัยไปยังบริเวณสำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบ จำนวน 174 ครัวเรือน จำนวน 639 คน
ส่วนอำเภอที่ได้รับผลกระทบมี 21 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี ตระการ พืชผล โพธิ์ไทร นาตาล เขมราฐ วารินชำราบ กุดข้าวปุ้น โขงเจียม ดอนมดแดง สว่างวีระวงศ์ เหล่าเสือโก้ก ม่วงสามสิบ เดชอุดม ศรีเมืองใหม่ นาจะหลวย สิรินธร สำโรง เขื่องใน น้ำขุ่น ตาลสุม และนาเยีย
สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ติดตั้งเต็นท์จำนวน พร้อมระบบไฟฟ้า และจัดสุขาและถังน้ำ รวมทั้งยังมอบเรือท้องแบนให้ผู้ประสบภัยใช้สัญจร พร้อมกันนี้ยังแจกถุงยังชีพ ยาสามัญ น้ำดื่มสะอาด อาหารแห้ง และเงินสดจำนวน 1,000 บาทต่อคน







