
ตัดวงจรอุบาทว์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปพูดเรื่อง “ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยกับการรับมือของรัฐบาล” ที่จัดโดย “สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” ว่า สาเหตุที่เงินสกุลดอลลาร์ไหลเข้าไทยมาก ก็เพราะสหรัฐใช้นโยบายการเงินในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของเขา ส่งผลให้เงินจากประเทศดังกล่าวไหลเข้าสู่เอเชียโดยปริยาย สอดคล้องกับการให้ความเห็นของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ว่าทั้งสหรัฐและยุโรปต่างใช้นโยบายใส่เงินให้ท่วมตลาด ส่งผลทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐและยุโรปต่ำมาก เมื่อต่ำมากถึง 0.250.125% (และอาจจะเหลือ 0 ในเร็วๆ นี้) นักลงทุนหอบเงินเข้ามาที่ไทย (ซึ่งมีดอกเบี้ยตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 3.03.5%) เรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตายของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งขึ้น ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นการส่งออกของเราก็ลดน้อยลงไปโดยปริยาย (แม้ว่าข้อดีก็คือ เราสามารถซื้อเครื่องจักรดีๆ จากต่างประเทศได้ก็ตาม)และก็ไม่เพียงแต่ทำให้ค่าเงินของไทยแข็งขึ้นจนส่งออกลำบากเท่านั้น พวกเล่นหุ้นจากต่างชาติก็เข้ามาเล่นหุ้นไทย แล้วโกยกำไรคืนกลับประเทศตัวเองอีกต่างหาก เรียกได้ว่าสหรัฐและตะวันตกเข้ามาควักเงินเอเชีย (รวมทั้งไทย) เพื่อ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปพูดเรื่อง “ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยกับการรับมือของรัฐบาล” ที่จัดโดย “สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” ว่า สาเหตุที่เงินสกุลดอลลาร์ไหลเข้าไทยมาก ก็เพราะสหรัฐใช้นโยบายการเงินในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของเขา ส่งผลให้เงินจากประเทศดังกล่าวไหลเข้าสู่เอเชียโดยปริยาย สอดคล้องกับการให้ความเห็นของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ว่าทั้งสหรัฐและยุโรปต่างใช้นโยบายใส่เงินให้ท่วมตลาด ส่งผลทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐและยุโรปต่ำมาก เมื่อต่ำมากถึง 0.250.125% (และอาจจะเหลือ 0 ในเร็วๆ นี้) นักลงทุนหอบเงินเข้ามาที่ไทย (ซึ่งมีดอกเบี้ยตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 3.03.5%)
เรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตายของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งขึ้น ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นการส่งออกของเราก็ลดน้อยลงไปโดยปริยาย (แม้ว่าข้อดีก็คือ เราสามารถซื้อเครื่องจักรดีๆ จากต่างประเทศได้ก็ตาม)
และก็ไม่เพียงแต่ทำให้ค่าเงินของไทยแข็งขึ้นจนส่งออกลำบากเท่านั้น พวกเล่นหุ้นจากต่างชาติก็เข้ามาเล่นหุ้นไทย แล้วโกยกำไรคืนกลับประเทศตัวเองอีกต่างหาก เรียกได้ว่าสหรัฐและตะวันตกเข้ามาควักเงินเอเชีย (รวมทั้งไทย) เพื่อไปโปะกระเป๋าพร่องๆ ของพวกเขานั่นเอง
แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องปกติที่เขากระทำกันในสากลโลก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นคอมมิวนิสต์แล้วในเอเชียถึงเขาจะกลัว แต่เขาก็ไม่ยี่หระหรือจะยี่หระก็ไม่มาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเศรษฐกิจของชาติที่ปฏิวัติแล้วเหล่านั้นเป็นของประชาชนถึงแม้บางส่วนจะตกอยู่ในมือต่างชาติ แต่เขาก็ควบคุมได้ ที่เขา “แข็งพอ” ทางด้านเศรษฐกิจ (ส่งผลทำให้สังคมเขาไม่สั่นไหว) ก็เพราะเขามีการเมืองที่นิพพานหรือสงบแล้วนั่นเอง
แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งยังไม่ปฏิวัติทางการเมือง การเมืองไทยจึงสั่นไหวอย่างแรง และยิ่งใน “สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง” ณ เวลานี้ด้วยแล้ว ยิ่งแกว่งแรงกว่าประเทศปฏิวัติแล้วเป็นร้อยเท่าพันเท่าทีเดียว
ปัญหาที่ส่งออกจากต่างชาติเราแก้ได้หรือไม่ คำตอบก็คือเราแก้ไม่ได้ เพราะสหรัฐหรือยุโรปก็ต้องทำเพื่อชาติบ้านเมืองของเขา สิ่งที่เราแก้ได้ก็คือทำให้เราแข็งแรง สามารถยืนอยู่บนขาของเราเองได้ การจะทำให้ประเทศเรายืนอยู่บนขาของเราเองได้ก็คือ ต้องทำให้การเมืองของเรานิพพาน การนิพพานทางการเมืองจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจชาติแข็งแรงขึ้นอย่างเป็นไปเอง ไม่หวั่นไหวกับพายุที่พัดมาจากสหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่จากจีนมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในวันนี้
แต่การที่จะทำให้ประเทศเรานิพพานทางการเมืองได้ ก็จำต้อง “ขจัด” “เงื่อนไขสงคราม” (ประชาชน) ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นพายุภายในลงให้ได้เสียก่อน เงื่อนไขสงครามในประเทศเราคืออะไร เงื่อนไขสงครามในประเทศเราก็คือ “ระบอบเผด็จการ”
แต่เนื่องจาก “ระบอบ” ไม่ใช่ “ปัจเจกบุคคล” ดังนั้นการเอา “คน” ซึ่งบริหารระบอบลง จึงไม่ใช่หนทางในการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด (ใครอยากรัฐประหารหรือฆ่าตัดตอนอภิสิทธิ์จงฟังไว้)
ในอดีตที่ผ่านมาการเมืองการปกครองเผด็จ การไทย ดำรงอยู่ได้ด้วยการหมุน “วงจรอุบาทว์” รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้ง เป็นอย่างนี้มา 78 ปี สร้างความพินาศฉิบหายให้แก่สังคมไทยได้อย่างอเนกอนันต์ จากประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกกลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนติดอันดับโลก (นี่ถ้าไม่มีทรัพยากรท่องเที่ยวกับเกษตรช่วยไว้คงเรียบร้อยไปแล้ว) ช่วงว่างระหว่างความรวยความจนมีมากขนาดมีคนร่ำรวยติดอันดับโลกถึง 40 กว่าคน (ที่ยังไม่ประกาศชื่อหรือไม่กล้าประกาศชื่อก็มี) แต่คนอดอยากก็มีเป็นล้านๆ คน ความเสมอภาค (Double Standard) ก็ย่ำแย่ เสรีภาพก็น้อย จนส่งผลทำให้เกิดสงครามประชาชน (Civil War) ในวันนี้
จะให้เผด็จการลงจากอำนาจแต่โดยดี ผมรับรองได้ว่าไม่มีเผด็จการไหนๆ ทำ ขนาดว่าไปขอให้เลือกตั้งใหม่ (ภายใต้ระบอบเผด็จการเดิมนั่นแหละ) พวกก็ยังฆ่าตายไปกว่า 90 ศพ (โดยอ้างความมั่นคงของชาติเป็นเกราะคุ้มภัย ทั้งๆ ที่เป็นความมั่นคงของเผด็จการแท้ๆ) หนทางเดียวที่จะตัดวงจรอุบาทว์ได้ก็คือ เพิกเฉย (Ignore) ต่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (โดยอาศัยโหมดการปฏิรูปประเทศบังหน้า) Ignore ต่อการเลือกตั้ง ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่รับสมัครลงเลือกตั้ง (แม้ว่าขบวนเผด็จการจะลงรับสมัครเลือกตั้งแต่ฝ่ายเดียวหรือชนะไปโดยปริยายก็ตาม) นี่คือมาตรการในการตัดวงจรอุบาทว์ เพื่อตัดไม่ให้วงจรอุบาทว์หมุนต่อไปได้ จนนำมาซึ่งการปฏิวัติ (Revolution) ในที่สุด
ป.ล. วงจรอุบาทว์ทางศาสนาเรียกว่า “วัฏสงสาร” (Circuit Suppering) คือ กระบวนการที่ทำให้มนุษย์หมุนอยู่ในกองทุกข์หรือปฏิจจสมุปบาท (Encirclement) เริ่มต้นด้วยอวิชชาสังขารวิญญาณนามรูป สฬายตนะผัสสะอุปาทานภพชรา มรณะแล้วเริ่มอวิชชาใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นวงจร จะแก้วงจรอุบาทว์ทางจิตได้ก็ด้วยอริยสัจ 4 (Noble Truth) โดยมีมรรค 8 ที่เริ่มจาก “ความเห็นถูก” จนนิพพาน (ทางจิต) ในท้ายที่สุด
เรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตายของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งขึ้น ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นการส่งออกของเราก็ลดน้อยลงไปโดยปริยาย (แม้ว่าข้อดีก็คือ เราสามารถซื้อเครื่องจักรดีๆ จากต่างประเทศได้ก็ตาม)
และก็ไม่เพียงแต่ทำให้ค่าเงินของไทยแข็งขึ้นจนส่งออกลำบากเท่านั้น พวกเล่นหุ้นจากต่างชาติก็เข้ามาเล่นหุ้นไทย แล้วโกยกำไรคืนกลับประเทศตัวเองอีกต่างหาก เรียกได้ว่าสหรัฐและตะวันตกเข้ามาควักเงินเอเชีย (รวมทั้งไทย) เพื่อไปโปะกระเป๋าพร่องๆ ของพวกเขานั่นเอง
แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องปกติที่เขากระทำกันในสากลโลก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นคอมมิวนิสต์แล้วในเอเชียถึงเขาจะกลัว แต่เขาก็ไม่ยี่หระหรือจะยี่หระก็ไม่มาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเศรษฐกิจของชาติที่ปฏิวัติแล้วเหล่านั้นเป็นของประชาชนถึงแม้บางส่วนจะตกอยู่ในมือต่างชาติ แต่เขาก็ควบคุมได้ ที่เขา “แข็งพอ” ทางด้านเศรษฐกิจ (ส่งผลทำให้สังคมเขาไม่สั่นไหว) ก็เพราะเขามีการเมืองที่นิพพานหรือสงบแล้วนั่นเอง
แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งยังไม่ปฏิวัติทางการเมือง การเมืองไทยจึงสั่นไหวอย่างแรง และยิ่งใน “สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง” ณ เวลานี้ด้วยแล้ว ยิ่งแกว่งแรงกว่าประเทศปฏิวัติแล้วเป็นร้อยเท่าพันเท่าทีเดียว
ปัญหาที่ส่งออกจากต่างชาติเราแก้ได้หรือไม่ คำตอบก็คือเราแก้ไม่ได้ เพราะสหรัฐหรือยุโรปก็ต้องทำเพื่อชาติบ้านเมืองของเขา สิ่งที่เราแก้ได้ก็คือทำให้เราแข็งแรง สามารถยืนอยู่บนขาของเราเองได้ การจะทำให้ประเทศเรายืนอยู่บนขาของเราเองได้ก็คือ ต้องทำให้การเมืองของเรานิพพาน การนิพพานทางการเมืองจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจชาติแข็งแรงขึ้นอย่างเป็นไปเอง ไม่หวั่นไหวกับพายุที่พัดมาจากสหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่จากจีนมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในวันนี้
แต่การที่จะทำให้ประเทศเรานิพพานทางการเมืองได้ ก็จำต้อง “ขจัด” “เงื่อนไขสงคราม” (ประชาชน) ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นพายุภายในลงให้ได้เสียก่อน เงื่อนไขสงครามในประเทศเราคืออะไร เงื่อนไขสงครามในประเทศเราก็คือ “ระบอบเผด็จการ”
แต่เนื่องจาก “ระบอบ” ไม่ใช่ “ปัจเจกบุคคล” ดังนั้นการเอา “คน” ซึ่งบริหารระบอบลง จึงไม่ใช่หนทางในการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด (ใครอยากรัฐประหารหรือฆ่าตัดตอนอภิสิทธิ์จงฟังไว้)
ในอดีตที่ผ่านมาการเมืองการปกครองเผด็จ การไทย ดำรงอยู่ได้ด้วยการหมุน “วงจรอุบาทว์” รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้ง เป็นอย่างนี้มา 78 ปี สร้างความพินาศฉิบหายให้แก่สังคมไทยได้อย่างอเนกอนันต์ จากประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกกลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนติดอันดับโลก (นี่ถ้าไม่มีทรัพยากรท่องเที่ยวกับเกษตรช่วยไว้คงเรียบร้อยไปแล้ว) ช่วงว่างระหว่างความรวยความจนมีมากขนาดมีคนร่ำรวยติดอันดับโลกถึง 40 กว่าคน (ที่ยังไม่ประกาศชื่อหรือไม่กล้าประกาศชื่อก็มี) แต่คนอดอยากก็มีเป็นล้านๆ คน ความเสมอภาค (Double Standard) ก็ย่ำแย่ เสรีภาพก็น้อย จนส่งผลทำให้เกิดสงครามประชาชน (Civil War) ในวันนี้
จะให้เผด็จการลงจากอำนาจแต่โดยดี ผมรับรองได้ว่าไม่มีเผด็จการไหนๆ ทำ ขนาดว่าไปขอให้เลือกตั้งใหม่ (ภายใต้ระบอบเผด็จการเดิมนั่นแหละ) พวกก็ยังฆ่าตายไปกว่า 90 ศพ (โดยอ้างความมั่นคงของชาติเป็นเกราะคุ้มภัย ทั้งๆ ที่เป็นความมั่นคงของเผด็จการแท้ๆ) หนทางเดียวที่จะตัดวงจรอุบาทว์ได้ก็คือ เพิกเฉย (Ignore) ต่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (โดยอาศัยโหมดการปฏิรูปประเทศบังหน้า) Ignore ต่อการเลือกตั้ง ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่รับสมัครลงเลือกตั้ง (แม้ว่าขบวนเผด็จการจะลงรับสมัครเลือกตั้งแต่ฝ่ายเดียวหรือชนะไปโดยปริยายก็ตาม) นี่คือมาตรการในการตัดวงจรอุบาทว์ เพื่อตัดไม่ให้วงจรอุบาทว์หมุนต่อไปได้ จนนำมาซึ่งการปฏิวัติ (Revolution) ในที่สุด
ป.ล. วงจรอุบาทว์ทางศาสนาเรียกว่า “วัฏสงสาร” (Circuit Suppering) คือ กระบวนการที่ทำให้มนุษย์หมุนอยู่ในกองทุกข์หรือปฏิจจสมุปบาท (Encirclement) เริ่มต้นด้วยอวิชชาสังขารวิญญาณนามรูป สฬายตนะผัสสะอุปาทานภพชรา มรณะแล้วเริ่มอวิชชาใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นวงจร จะแก้วงจรอุบาทว์ทางจิตได้ก็ด้วยอริยสัจ 4 (Noble Truth) โดยมีมรรค 8 ที่เริ่มจาก “ความเห็นถูก” จนนิพพาน (ทางจิต) ในท้ายที่สุด







