
ได้เวลาพูดถึงมาตรฐานการศึกษาหรือยัง?
“เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีแนวทางปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาเช่นประเทศอื่น แต่เดิมมีเพียงผลการเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความเคลือบแคลงอย่างยิ่งในมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียน” การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ใช้องค์ประกอบหลายอย่าง แต่โดยพื้นฐานคือผลการเรียนจากโรงเรียน (Transcript) และคะแนน SAT หรือ ACT ในระดับที่กำหนด ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดต่างกันออกไป สำหรับบางคนที่ไม่ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำก็สามารถเข้าเรียนที่วิทยาลัยชุมชน (Community Collage) ได้ ทั้งนี้ อาจจะไม่ต้องใช้ผลสอบ SAT ก็ได้ข้อน่าสังเกตคือการจ้างงานของสหรัฐ พิจารณาผลการสอบ SAT ด้วยเพราะเป็นข้อยืนยันว่าได้จบการศึกษาจริง หากไม่มีผลการเรียนหรือผล SAT มาแสดงส่วนใหญ่จะได้ค่าจ้างต่ำกว่าคนที่ผ่านระดับมัธยมศึกษาแล้วหรือจะไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ต้องทำงาน Part Time จนกว่าจะสามารถแสดงได้ว่าได้ผ่านการเรียนระดับมัธยมศึกษามาแล้ว ประเทศไทยเท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีแนวทางปฏิบัติ
“เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีแนวทางปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาเช่นประเทศอื่น แต่เดิมมีเพียงผลการเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความเคลือบแคลงอย่างยิ่งในมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียน”
การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ใช้องค์ประกอบหลายอย่าง แต่โดยพื้นฐานคือผลการเรียนจากโรงเรียน (Transcript) และคะแนน SAT หรือ ACT ในระดับที่กำหนด ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดต่างกันออกไป สำหรับบางคนที่ไม่ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำก็สามารถเข้าเรียนที่วิทยาลัยชุมชน (Community Collage) ได้
ทั้งนี้ อาจจะไม่ต้องใช้ผลสอบ SAT ก็ได้ข้อน่าสังเกตคือการจ้างงานของสหรัฐ พิจารณาผลการสอบ SAT ด้วยเพราะเป็นข้อยืนยันว่าได้จบการศึกษาจริง หากไม่มีผลการเรียนหรือผล SAT มาแสดงส่วนใหญ่จะได้ค่าจ้างต่ำกว่าคนที่ผ่านระดับมัธยมศึกษาแล้วหรือจะไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ต้องทำงาน Part Time จนกว่าจะสามารถแสดงได้ว่าได้ผ่านการเรียนระดับมัธยมศึกษามาแล้ว
ประเทศไทย
เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีแนวทางปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาเช่นประเทศอื่น แต่เดิมมีเพียงผลการเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความเคลือบแคลงอย่างยิ่งในมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียน
ทั้งนี้ หลักการให้เกรดมีเกณฑ์โดยทั่วไปอยู่ว่านักเรียนจะต้องมีผลการประเมินในทุกด้านรวมกันมากกว่า 50% จึงจะถือว่าผ่าน โดยแบ่งเป็นคะแนนจิตพิสัย 10% คะแนนเก็บในช่วง 40% ถึง 60% และคะแนนสอบกลางภาคและปลายภาค ระหว่าง 30% ถึง 50% ซึ่งการจัดสัดส่วนคะแนนเป็นไปตามแต่ละโรงเรียนพิจารณา
นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในเนื้อหาที่มีการสอนและคุณภาพของข้อสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
ในปี 2548 ได้มีการประกาศใช้การสอบทางการศึกษาแห่งชาติระดับทั่วไป ONET และมีการใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยการสอบเนื้อหาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระใน 6 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปศึกษาสุขศึกษาและพลานามัยการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อสอบ GCSE เพียงแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์จำนวนวิชาที่จะต้องสอบผ่าน หรือกี่เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ถือว่าผ่าน หรือนำผลการสอบไปเทียบเคียงกับเกรดที่นักเรียนได้มาจากโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการนำไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งผลการสอบ ONET ในปี 2552 จากที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ โดยนำมาพิจารณาดู พบว่า ยกเว้นวิชาสุขศึกษา นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถสอบผ่านเกณฑ์ 50% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายวิชาสังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สอบผ่านน้อยกว่า 20% จะเห็นได้ว่าหากพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ 50% จะพบว่า มีนักเรียนน้อยมากที่ผ่านเกณฑ์
อาจจะกล่าวได้ว่าหากพิจารณาจากเกณฑ์ตามแบบของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของการสอบ ONET แล้ว นักเรียนไทยน้อยมากที่ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษานี้ เมื่อเทียบผลการสอบนี้ กับเกรดเฉลี่ยรายวิชาของนักเรียนส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ที่เกรด 2.5 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผลการประเมินความสามารถของนักเรียนจากเกรดเฉลี่ย กับจากการสอบ ONET นั้นมีความต่างกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี การที่จะใช้ข้อสอบ ONET ในการวัดมาตรฐานการศึกษา มีปัจจัยที่สำคัญข้อหนึ่ง คือมาตรฐานของข้อสอบและกระบวนการสอบ การจะวัดได้อย่างเที่ยงตรง ข้อสอบที่ใช้ต้องมีมาตรฐานทั้งด้านเนื้อหาและกระบวนการสอบ เท่าที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอของข้อสอบทั้งในด้านเนื้อหาและกระบวนการสอบยังไม่ดีเท่าที่ควร ข้อสอบยังคงขาดมาตรฐานและไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ระหว่างข้อสอบปีนี้กับปีก่อนมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ นักเรียนที่ได้คะแนน 50 คะแนน ในข้อสอบแต่ละปีมีระดับความสามารถเท่ากันหรือไม่
นอกจากนี้ กระบวนการในการสอบ เช่นรูปแบบข้อสอบ และชนิดกระดาษคำตอบ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่คงที่ ในต่างประเทศนั้นรูปแบบข้อสอบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และจะมีการประเมินผลคะแนนในแต่ละครั้งและเทียบมาตรฐานออกมาโดยเปลี่ยนค่าไปใช้ระดับคะแนนกลาง ซึ่งค่าคะแนนกลาง 50 คะแนน
เมื่อเทียบกับคะแนนดิบในการสอบแต่ละครั้ง จะมีค่าคะแนนดิบไม่เท่ากัน ตามความยากง่ายของข้อสอบแต่ละชุด ดังนั้นหากจะใช้ข้อสอบ ONET ในการเทียบมาตรฐานทางการศึกษา จะต้องมีระบบในการตรวจสอบมาตรฐานของข้อสอบด้วย
เมื่อมาถึงจุดนี้ต้องกลับไปพิจารณาที่คำถามเบื้องต้น คือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยจะมาพูดกันถึงมาตรฐานการศึกษา และควรจะจัดตั้งไว้ที่ระดับใด และจะให้ความจริงจังต่อมาตรฐานทางการศึกษาที่กำหนดขึ้นเท่าใด
หากประสงค์จะพัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อสร้างมาตรฐานนี้ขึ้นมา สังคมไทยต้องตอบให้ได้ว่าระดับใดที่ถือว่าเป็นผลการเรียนที่ได้มาตรฐานทางการศึกษา และนำมาตรฐานนั้นมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม
การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ใช้องค์ประกอบหลายอย่าง แต่โดยพื้นฐานคือผลการเรียนจากโรงเรียน (Transcript) และคะแนน SAT หรือ ACT ในระดับที่กำหนด ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดต่างกันออกไป สำหรับบางคนที่ไม่ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำก็สามารถเข้าเรียนที่วิทยาลัยชุมชน (Community Collage) ได้
ทั้งนี้ อาจจะไม่ต้องใช้ผลสอบ SAT ก็ได้ข้อน่าสังเกตคือการจ้างงานของสหรัฐ พิจารณาผลการสอบ SAT ด้วยเพราะเป็นข้อยืนยันว่าได้จบการศึกษาจริง หากไม่มีผลการเรียนหรือผล SAT มาแสดงส่วนใหญ่จะได้ค่าจ้างต่ำกว่าคนที่ผ่านระดับมัธยมศึกษาแล้วหรือจะไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ต้องทำงาน Part Time จนกว่าจะสามารถแสดงได้ว่าได้ผ่านการเรียนระดับมัธยมศึกษามาแล้ว
ประเทศไทย
เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม หรือมีแนวทางปฏิบัติในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาเช่นประเทศอื่น แต่เดิมมีเพียงผลการเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความเคลือบแคลงอย่างยิ่งในมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียน
ทั้งนี้ หลักการให้เกรดมีเกณฑ์โดยทั่วไปอยู่ว่านักเรียนจะต้องมีผลการประเมินในทุกด้านรวมกันมากกว่า 50% จึงจะถือว่าผ่าน โดยแบ่งเป็นคะแนนจิตพิสัย 10% คะแนนเก็บในช่วง 40% ถึง 60% และคะแนนสอบกลางภาคและปลายภาค ระหว่าง 30% ถึง 50% ซึ่งการจัดสัดส่วนคะแนนเป็นไปตามแต่ละโรงเรียนพิจารณา
นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในเนื้อหาที่มีการสอนและคุณภาพของข้อสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
ในปี 2548 ได้มีการประกาศใช้การสอบทางการศึกษาแห่งชาติระดับทั่วไป ONET และมีการใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยการสอบเนื้อหาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระใน 6 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปศึกษาสุขศึกษาและพลานามัยการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อสอบ GCSE เพียงแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์จำนวนวิชาที่จะต้องสอบผ่าน หรือกี่เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ถือว่าผ่าน หรือนำผลการสอบไปเทียบเคียงกับเกรดที่นักเรียนได้มาจากโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการนำไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งผลการสอบ ONET ในปี 2552 จากที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ โดยนำมาพิจารณาดู พบว่า ยกเว้นวิชาสุขศึกษา นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถสอบผ่านเกณฑ์ 50% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายวิชาสังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สอบผ่านน้อยกว่า 20% จะเห็นได้ว่าหากพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ 50% จะพบว่า มีนักเรียนน้อยมากที่ผ่านเกณฑ์
อาจจะกล่าวได้ว่าหากพิจารณาจากเกณฑ์ตามแบบของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของการสอบ ONET แล้ว นักเรียนไทยน้อยมากที่ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษานี้ เมื่อเทียบผลการสอบนี้ กับเกรดเฉลี่ยรายวิชาของนักเรียนส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่ที่เกรด 2.5 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผลการประเมินความสามารถของนักเรียนจากเกรดเฉลี่ย กับจากการสอบ ONET นั้นมีความต่างกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี การที่จะใช้ข้อสอบ ONET ในการวัดมาตรฐานการศึกษา มีปัจจัยที่สำคัญข้อหนึ่ง คือมาตรฐานของข้อสอบและกระบวนการสอบ การจะวัดได้อย่างเที่ยงตรง ข้อสอบที่ใช้ต้องมีมาตรฐานทั้งด้านเนื้อหาและกระบวนการสอบ เท่าที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอของข้อสอบทั้งในด้านเนื้อหาและกระบวนการสอบยังไม่ดีเท่าที่ควร ข้อสอบยังคงขาดมาตรฐานและไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ระหว่างข้อสอบปีนี้กับปีก่อนมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ นักเรียนที่ได้คะแนน 50 คะแนน ในข้อสอบแต่ละปีมีระดับความสามารถเท่ากันหรือไม่
นอกจากนี้ กระบวนการในการสอบ เช่นรูปแบบข้อสอบ และชนิดกระดาษคำตอบ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่คงที่ ในต่างประเทศนั้นรูปแบบข้อสอบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และจะมีการประเมินผลคะแนนในแต่ละครั้งและเทียบมาตรฐานออกมาโดยเปลี่ยนค่าไปใช้ระดับคะแนนกลาง ซึ่งค่าคะแนนกลาง 50 คะแนน
เมื่อเทียบกับคะแนนดิบในการสอบแต่ละครั้ง จะมีค่าคะแนนดิบไม่เท่ากัน ตามความยากง่ายของข้อสอบแต่ละชุด ดังนั้นหากจะใช้ข้อสอบ ONET ในการเทียบมาตรฐานทางการศึกษา จะต้องมีระบบในการตรวจสอบมาตรฐานของข้อสอบด้วย
เมื่อมาถึงจุดนี้ต้องกลับไปพิจารณาที่คำถามเบื้องต้น คือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยจะมาพูดกันถึงมาตรฐานการศึกษา และควรจะจัดตั้งไว้ที่ระดับใด และจะให้ความจริงจังต่อมาตรฐานทางการศึกษาที่กำหนดขึ้นเท่าใด
หากประสงค์จะพัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อสร้างมาตรฐานนี้ขึ้นมา สังคมไทยต้องตอบให้ได้ว่าระดับใดที่ถือว่าเป็นผลการเรียนที่ได้มาตรฐานทางการศึกษา และนำมาตรฐานนั้นมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม







