
บิ๊กแมคกับอัตราแลกเปลี่ยน
ท่านผู้อ่านคงจะงงว่าเหตุใดผมจึงนำเรื่องสองเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันมาเขียน เรื่องแรกเป็นเรื่องของอาหาร ด้วยบิ๊กแมคคืออาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทแฮมเบอร์เกอร์ของร้านแมคโดนัลด์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลกและมีสาขากระจายในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ท่านใดที่ไม่รู้จักบิ๊กแมคหรือร้านแมคโดนัลด์คงนับว่าเชยเต็มที ส่วนเรื่องที่สองเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจ คือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้แข็งค่าขึ้นถึง 11.7% จากต้นปี คงไม่ต้องอธิบายว่าการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทนี้กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก ผู้ที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของการแข็งค่าของเงินบาทคือเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค.ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 2 แสนล้านบาท เมื่อเชื่อว่าผู้ร้ายคือนักเก็งกำไรค่าเงิน รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการการเก็บภาษีรายได้ดอกเบี้ยในอัตรา 15% จากการถือครองพันธบัตรสำหรับนักลงทุนต่างชาติเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เพื่
ท่านผู้อ่านคงจะงงว่าเหตุใดผมจึงนำเรื่องสองเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันมาเขียน เรื่องแรกเป็นเรื่องของอาหาร ด้วยบิ๊กแมคคืออาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทแฮมเบอร์เกอร์ของร้านแมคโดนัลด์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลกและมีสาขากระจายในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ท่านใดที่ไม่รู้จักบิ๊กแมคหรือร้านแมคโดนัลด์คงนับว่าเชยเต็มที ส่วนเรื่องที่สองเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจ คือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้แข็งค่าขึ้นถึง 11.7% จากต้นปี คงไม่ต้องอธิบายว่าการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทนี้กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก ผู้ที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของการแข็งค่าของเงินบาทคือเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค.ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 2 แสนล้านบาท เมื่อเชื่อว่าผู้ร้ายคือนักเก็งกำไรค่าเงิน รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการการเก็บภาษีรายได้ดอกเบี้ยในอัตรา 15% จากการถือครองพันธบัตรสำหรับนักลงทุนต่างชาติเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เพื่อให้ต้นทุนของการนำเงินทุนเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่หลังจากที่ท่านได้อ่านบทความวันนี้ ท่านอาจจะเปลี่ยนใจว่าผู้ร้ายมิใช่นักลงทุนต่างชาติ แต่เป็นราคาบิ๊กแมคในประเทศไทยที่ถูกเกินไป
อาหาร ค่าเงิน เรื่องสองเรื่องนี้ความสัมพันธ์อยู่ตรงไหน?
ความสัมพันธ์อยู่ตรงนี้ครับ ตามหลักทฤษฎี Purchasing Power Parity ราคาของบิ๊กแมคในประเทศต่างๆ สามารถจะบ่งชี้ได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินของประเทศนั้นๆ แพงเกินไปหรือถูกเกินไปจากอัตราที่ควรจะเป็น โดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ราคาของแฮมเบอร์เกอร์บิ๊กแมคเมื่อแปลงกลับเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐควรจะเท่ากันในทุกประเทศ ก็ในเมื่อหน้าตาเหมือนกัน ขนาดเท่ากัน รสชาติเหมือนกัน ราคาขายก็ต้องเท่ากันด้วยซิ ดังนั้นประเทศใดที่มีราคาขายบิ๊กแมคภายในประเทศ (เมื่อแปลงเป็นเงินดอลลาร์) ถูกกว่าราคาขายบิ๊กแมคในสหรัฐอเมริกา จะแสดงว่าค่าเงินของประเทศนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง ในทางกลับกัน ประเทศใดที่มีราคาขายบิ๊กแมคภายในประเทศ (เมื่อแปลงเป็นเงินดอลลาร์) แพงกว่าสหรัฐอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นสูงกว่าความเป็นจริง
ท่านผู้อ่านอย่าพยายามแย้งกับทฤษฎีว่าราคาขายในแต่ละประเทศอย่างไรก็ต้องไม่เท่ากันซิ เพราะค่าแรง ค่าเช่าร้าน ค่าไฟฟ้า ค่าเนื้อบด ฯลฯ ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ แล้วจะให้ราคาขายเท่ากันได้อย่างไร นั่นแหละคือหัวใจของทฤษฎี Purchasing Power Parity เพราะอัตราแลกเปลี่ยนมีหน้าที่ทำให้ราคาเท่ากัน ตัวอย่างเช่น บิ๊กแมคในประเทศไทยราคาชิ้นละ 100 บาท ส่วนบิ๊กแมคในสหรัฐอเมริกามีราคาชิ้นละ 4 เหรียญสหรัฐ ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกต้องของเงินบาทต่อเงินดอลลาร์คือ 100/4 นั่นคือ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ราคาบิ๊กแมคในไทยเมื่อแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์จะอยู่ที่ 3.33 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกกว่าราคาบิ๊กแมคในอเมริกา 20% (4.0/3.33) จากหลักการของดัชนีบิ๊กแมค (Big Mac Index) จะบอกได้ทันทีเลยว่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง 20% เช่นกัน (30/25)
สำหรับท่านผู้อ่านที่ตามการอธิบายของผมไม่ทัน ก็ไม่ต้องสนใจ รับรองว่าทฤษฎี Purchasing Power Parity ของผมถูกต้องแม่นยำ จึงขอให้จำไว้ง่ายๆ ว่า หากบิ๊กแมคในประเทศไหนถูกกว่าของอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นก็ถูกเกินไป ควรจะมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้น และหากบิ๊กแมคในประเทศไหนแพงกว่าของอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นก็แพงเกินไป ควรจะปรับตัวลดลง
เอาแหละคราวนี้มาดูดัชนีบิ๊กแมคของจริงจากทั่วโลก ก่อนจะดูจะลองเดาก่อนไหมว่า บิ๊กแมคที่ไหนแพงที่สุดในโลก และบิ๊กแมคที่ไหนถูกที่สุดในโลก สำหรับคนที่รู้เรื่องค่าเงินน่าจะเดาถูก
ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคแพงที่สุดในโลกคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์สูงกว่าในอเมริกากว่า 80% ส่วนประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคถูกที่สุดในโลกคือประเทศจีน ที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์ถูกกว่าที่อเมริการาว 40% เมื่อนำทฤษฎีบิ๊กแมคมาจับ จะบอกได้ทันทีเลยว่าค่าเงินสวิสฟรังก์สูงค่ากว่าความเป็นจริงกว่า 80% ดังนั้นประเทศสวิสควรจะทำการลดค่าเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของตนเข้าสู่สมดุล ด้วยทฤษฎีเดียวกัน บิ๊กแมคก็จะบอกว่าเงินหยวนของจีนควรจะแข็งค่าขึ้น 40% จึงเป็นการควรที่รัฐบาลจะปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อทฤษฎีบิ๊กแมคก็แล้วแต่ แต่อยากจะถามว่ามีใครในโลกนี้จะเถียงผมไหมว่าเงินสวิสฟรังก์แข็งค่าเกินไป และเงินหยวนอ่อนค่าเกินไป คงจะไม่มี
ผมมีตัวเลขดัชนีบิ๊กแมคที่ว่านี้อยู่ 14 ประเทศ หากผมไล่ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์สูงกว่าสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าทุกท่านจะพยักหน้าเห็นด้วยว่าจริง ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นสูงกว่าที่ควรจะเป็น ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคสูงไล่ตามลำดับความแพง (ตัวเลขในวงเล็บคือราคาที่สูงกว่าในอเมริกา) คือ Switzerland (82.7%), Brazil (41.8%), Euro (29.1%), Canada (12.7%) และ Japan (5.4%) จากดัชนีบิ๊กแมคนี้ ไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดบราซิลจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ (Capital Control) ด้วยเงินทุนทะลักเข้าประเทศจนทำให้ค่าเงินของบราซิลแข็งค่าเกินพื้นฐานตั้ง 40% และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เศรษฐกิจบราซิลเจ๊งแน่
แล้วประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาล่ะ เช่นกัน ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็จะเห็นด้วยว่าประเทศเหล่านี้มีค่าเงินอ่อนกว่าความเป็นจริง ไล่ตามลำดับเลยนะครับ China (41.2%), Malaysia (39.3%), Russia (35.6%), Mexico (30.4%), South Africa (24.8%), South Korea (18.3%), Singapore (6.7%) และ Britain (2.1%) เห็นชื่อของหลายประเทศแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเหล่านี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีนที่ขณะนี้กำลังได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาให้ทำการปรับขึ้นอัตราแลกเปลี่ยน
เห็นตัวเลขเหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจว่าดัชนีบิ๊กแมคนี่ใช้ได้เลยแหละ
แล้วดัชนีบิ๊กแมคของไทยล่ะ แหม ไม่ยากเลย ท่านผู้อ่านก็วิ่งไปที่ร้านแมคโดนัลด์ใกล้บ้านท่าน เอาราคาบิ๊กแมคตั้ง (ห้ามใช้คูปองส่วนลด) แล้วหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนบาทดอลลาร์ ได้เท่าไหร่เอาไปเปรียบเทียบกับราคาบิ๊กแมคในอเมริกาที่ขายอยู่ที่ 3.71 เหรียญสหรัฐ ขอโทษครับ ผมแกล้งท่านผู้อ่านไปอย่างนั้นแหละ ผมคำนวณให้เสร็จแล้ว บิ๊กแมคของไทยถูกกว่าที่อเมริกา 34.2% หมายความว่า หากเชื่อทฤษฎีนี้ เงินบาทควรจะแข็งค่าขึ้นอีก 34.2% จากระดับปัจจุบัน ทำให้เงินบาทที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ผมไม่อยากจะเถียงยืดยาวกับทฤษฎี Real Effective Exchange Rate ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้วัดความปกติของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะถ้าใช้ทฤษฎีนั้นแล้ว ค่าเงินบาทของไทยก็โอเค มันก็เหมือนกับเอาคนอ้วน 100 กิโลไปเทียบกับคนอ้วน 120 กิโล แล้วมาบอกว่าฉันปกติเพราะฉันอ้วนเท่ากับคนอื่น น้ำหนัก 100 กิโลนี่นะปกติ
ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกก็จะตายอยู่แล้ว ถ้าเป็น 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกคงจะปิดโรงงานหนีหนี้กันหมด ใจเย็นๆ ครับ นี่เป็นเพียงตัวเลขทางทฤษฎี ในความเป็นจริงอาจจะไม่ไปถึงระดับนั้น แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นกว่าปัจจุบัน อันนี้ทำใจได้ เพราะนักเก็งกำไรยังเชื่อว่าเงินบาทมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง และนักเก็งกำไรเขาก็คาดเดาถูกต้อง ตัวเลขดัชนีบิ๊กแมคฟ้องอยู่เห็นๆ แหม ถ้าท่านผู้อ่านจะเก็งกำไรและต้องการเก็งกำไรในเงินสกุลหนึ่งของเอเชียโดยใช้ดัชนีบิ๊กแมคเป็นฐาน ท่านจะเก็งกำไรในเงินสกุลใด เงินหยวนจีนกับเงินริงกิตมาเลย์น่าสนใจกว่าเงินบาท เพราะมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่า แต่ทว่าประเทศทั้งสองมีระบบการเงินที่ปิด ทำให้เก็งกำไรได้ยาก ดังนั้นเงินบาทจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ด้วยตามดัชนีบิ๊กแมคเงินบาทสามารถจะแข็งค่าได้อีกกว่า 30% น่าเก็งกำไรมากๆ เมื่อเทียบกับเงินวอนเกาหลีที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพียง 18.3% ที่สำคัญคือประเทศไทยใจดี เปิดแขนอ้ารับผู้มาเยือน (แต่ประสงค์ร้าย) ตามหลักการของตลาดการเงินเสรี
เซ็ง ออกไปซื้อ Double Big Mac ที่มีเนื้อบด 4 ชิ้นมากินให้ไขมันจุกอกไปเลยดีกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อาหาร ค่าเงิน เรื่องสองเรื่องนี้ความสัมพันธ์อยู่ตรงไหน?
ความสัมพันธ์อยู่ตรงนี้ครับ ตามหลักทฤษฎี Purchasing Power Parity ราคาของบิ๊กแมคในประเทศต่างๆ สามารถจะบ่งชี้ได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินของประเทศนั้นๆ แพงเกินไปหรือถูกเกินไปจากอัตราที่ควรจะเป็น โดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ราคาของแฮมเบอร์เกอร์บิ๊กแมคเมื่อแปลงกลับเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐควรจะเท่ากันในทุกประเทศ ก็ในเมื่อหน้าตาเหมือนกัน ขนาดเท่ากัน รสชาติเหมือนกัน ราคาขายก็ต้องเท่ากันด้วยซิ ดังนั้นประเทศใดที่มีราคาขายบิ๊กแมคภายในประเทศ (เมื่อแปลงเป็นเงินดอลลาร์) ถูกกว่าราคาขายบิ๊กแมคในสหรัฐอเมริกา จะแสดงว่าค่าเงินของประเทศนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง ในทางกลับกัน ประเทศใดที่มีราคาขายบิ๊กแมคภายในประเทศ (เมื่อแปลงเป็นเงินดอลลาร์) แพงกว่าสหรัฐอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นสูงกว่าความเป็นจริง
ท่านผู้อ่านอย่าพยายามแย้งกับทฤษฎีว่าราคาขายในแต่ละประเทศอย่างไรก็ต้องไม่เท่ากันซิ เพราะค่าแรง ค่าเช่าร้าน ค่าไฟฟ้า ค่าเนื้อบด ฯลฯ ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ แล้วจะให้ราคาขายเท่ากันได้อย่างไร นั่นแหละคือหัวใจของทฤษฎี Purchasing Power Parity เพราะอัตราแลกเปลี่ยนมีหน้าที่ทำให้ราคาเท่ากัน ตัวอย่างเช่น บิ๊กแมคในประเทศไทยราคาชิ้นละ 100 บาท ส่วนบิ๊กแมคในสหรัฐอเมริกามีราคาชิ้นละ 4 เหรียญสหรัฐ ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกต้องของเงินบาทต่อเงินดอลลาร์คือ 100/4 นั่นคือ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ราคาบิ๊กแมคในไทยเมื่อแปลงเป็นเงินสกุลดอลลาร์จะอยู่ที่ 3.33 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกกว่าราคาบิ๊กแมคในอเมริกา 20% (4.0/3.33) จากหลักการของดัชนีบิ๊กแมค (Big Mac Index) จะบอกได้ทันทีเลยว่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง 20% เช่นกัน (30/25)
สำหรับท่านผู้อ่านที่ตามการอธิบายของผมไม่ทัน ก็ไม่ต้องสนใจ รับรองว่าทฤษฎี Purchasing Power Parity ของผมถูกต้องแม่นยำ จึงขอให้จำไว้ง่ายๆ ว่า หากบิ๊กแมคในประเทศไหนถูกกว่าของอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นก็ถูกเกินไป ควรจะมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้น และหากบิ๊กแมคในประเทศไหนแพงกว่าของอเมริกา ค่าเงินของประเทศนั้นก็แพงเกินไป ควรจะปรับตัวลดลง
เอาแหละคราวนี้มาดูดัชนีบิ๊กแมคของจริงจากทั่วโลก ก่อนจะดูจะลองเดาก่อนไหมว่า บิ๊กแมคที่ไหนแพงที่สุดในโลก และบิ๊กแมคที่ไหนถูกที่สุดในโลก สำหรับคนที่รู้เรื่องค่าเงินน่าจะเดาถูก
ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคแพงที่สุดในโลกคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์สูงกว่าในอเมริกากว่า 80% ส่วนประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคถูกที่สุดในโลกคือประเทศจีน ที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์ถูกกว่าที่อเมริการาว 40% เมื่อนำทฤษฎีบิ๊กแมคมาจับ จะบอกได้ทันทีเลยว่าค่าเงินสวิสฟรังก์สูงค่ากว่าความเป็นจริงกว่า 80% ดังนั้นประเทศสวิสควรจะทำการลดค่าเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของตนเข้าสู่สมดุล ด้วยทฤษฎีเดียวกัน บิ๊กแมคก็จะบอกว่าเงินหยวนของจีนควรจะแข็งค่าขึ้น 40% จึงเป็นการควรที่รัฐบาลจะปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อทฤษฎีบิ๊กแมคก็แล้วแต่ แต่อยากจะถามว่ามีใครในโลกนี้จะเถียงผมไหมว่าเงินสวิสฟรังก์แข็งค่าเกินไป และเงินหยวนอ่อนค่าเกินไป คงจะไม่มี
ผมมีตัวเลขดัชนีบิ๊กแมคที่ว่านี้อยู่ 14 ประเทศ หากผมไล่ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคในรูปเงินดอลลาร์สูงกว่าสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าทุกท่านจะพยักหน้าเห็นด้วยว่าจริง ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นสูงกว่าที่ควรจะเป็น ประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคสูงไล่ตามลำดับความแพง (ตัวเลขในวงเล็บคือราคาที่สูงกว่าในอเมริกา) คือ Switzerland (82.7%), Brazil (41.8%), Euro (29.1%), Canada (12.7%) และ Japan (5.4%) จากดัชนีบิ๊กแมคนี้ ไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดบราซิลจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ (Capital Control) ด้วยเงินทุนทะลักเข้าประเทศจนทำให้ค่าเงินของบราซิลแข็งค่าเกินพื้นฐานตั้ง 40% และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เศรษฐกิจบราซิลเจ๊งแน่
แล้วประเทศที่มีราคาบิ๊กแมคถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาล่ะ เช่นกัน ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็จะเห็นด้วยว่าประเทศเหล่านี้มีค่าเงินอ่อนกว่าความเป็นจริง ไล่ตามลำดับเลยนะครับ China (41.2%), Malaysia (39.3%), Russia (35.6%), Mexico (30.4%), South Africa (24.8%), South Korea (18.3%), Singapore (6.7%) และ Britain (2.1%) เห็นชื่อของหลายประเทศแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเหล่านี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีนที่ขณะนี้กำลังได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาให้ทำการปรับขึ้นอัตราแลกเปลี่ยน
เห็นตัวเลขเหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจว่าดัชนีบิ๊กแมคนี่ใช้ได้เลยแหละ
แล้วดัชนีบิ๊กแมคของไทยล่ะ แหม ไม่ยากเลย ท่านผู้อ่านก็วิ่งไปที่ร้านแมคโดนัลด์ใกล้บ้านท่าน เอาราคาบิ๊กแมคตั้ง (ห้ามใช้คูปองส่วนลด) แล้วหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนบาทดอลลาร์ ได้เท่าไหร่เอาไปเปรียบเทียบกับราคาบิ๊กแมคในอเมริกาที่ขายอยู่ที่ 3.71 เหรียญสหรัฐ ขอโทษครับ ผมแกล้งท่านผู้อ่านไปอย่างนั้นแหละ ผมคำนวณให้เสร็จแล้ว บิ๊กแมคของไทยถูกกว่าที่อเมริกา 34.2% หมายความว่า หากเชื่อทฤษฎีนี้ เงินบาทควรจะแข็งค่าขึ้นอีก 34.2% จากระดับปัจจุบัน ทำให้เงินบาทที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ผมไม่อยากจะเถียงยืดยาวกับทฤษฎี Real Effective Exchange Rate ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้วัดความปกติของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะถ้าใช้ทฤษฎีนั้นแล้ว ค่าเงินบาทของไทยก็โอเค มันก็เหมือนกับเอาคนอ้วน 100 กิโลไปเทียบกับคนอ้วน 120 กิโล แล้วมาบอกว่าฉันปกติเพราะฉันอ้วนเท่ากับคนอื่น น้ำหนัก 100 กิโลนี่นะปกติ
ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกก็จะตายอยู่แล้ว ถ้าเป็น 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกคงจะปิดโรงงานหนีหนี้กันหมด ใจเย็นๆ ครับ นี่เป็นเพียงตัวเลขทางทฤษฎี ในความเป็นจริงอาจจะไม่ไปถึงระดับนั้น แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นกว่าปัจจุบัน อันนี้ทำใจได้ เพราะนักเก็งกำไรยังเชื่อว่าเงินบาทมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง และนักเก็งกำไรเขาก็คาดเดาถูกต้อง ตัวเลขดัชนีบิ๊กแมคฟ้องอยู่เห็นๆ แหม ถ้าท่านผู้อ่านจะเก็งกำไรและต้องการเก็งกำไรในเงินสกุลหนึ่งของเอเชียโดยใช้ดัชนีบิ๊กแมคเป็นฐาน ท่านจะเก็งกำไรในเงินสกุลใด เงินหยวนจีนกับเงินริงกิตมาเลย์น่าสนใจกว่าเงินบาท เพราะมีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่า แต่ทว่าประเทศทั้งสองมีระบบการเงินที่ปิด ทำให้เก็งกำไรได้ยาก ดังนั้นเงินบาทจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ด้วยตามดัชนีบิ๊กแมคเงินบาทสามารถจะแข็งค่าได้อีกกว่า 30% น่าเก็งกำไรมากๆ เมื่อเทียบกับเงินวอนเกาหลีที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพียง 18.3% ที่สำคัญคือประเทศไทยใจดี เปิดแขนอ้ารับผู้มาเยือน (แต่ประสงค์ร้าย) ตามหลักการของตลาดการเงินเสรี
เซ็ง ออกไปซื้อ Double Big Mac ที่มีเนื้อบด 4 ชิ้นมากินให้ไขมันจุกอกไปเลยดีกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า







