posttoday
นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ

นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ

28 ตุลาคม 2553

หลายคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีกมุมหนึ่งของโลก ที่สหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางของเขา หรือเฟด นอกจากจะไม่คิดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ยังพยายามทำตรงกันข้ามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยวิธีที่เรียกว่า Quantitative Easing ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่องในวันนี้นโยบายการเงินแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยลงต่ำมากๆ แต่เศรษฐกิจก็ยังต้วมเตี้ยมเป็นเต่าคลาน วิธีการก็คือ อัดฉีดเงินเข้าไปจนระบบธนาคารมีเงินสำรองเกินพอ ซึ่งหมายถึงว่าระบบธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มโดยแทบจะไม่มีต้นทุนนโยบายแบบนี้เป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ปกติของธนาคารกลาง ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นคงไม่ใคร่มีใครกล้า หรือมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะนำมาใช้ เพราะมีความเสี่ยงที่ทำแล้วจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน และหากทำติดต่อกันนาน อาจเกิดวัฏจักรเงินเฟ้อรุนแรงที่แก้ไขยากในภายหลังล่วงเลยมาจนเกิดวิกฤตสถาบันการเงินโลกเมื่อ 23 ปีก่อน ประเทศตะวันตก นำโดยเฟด ก็นำนโยบายนี้มาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยคนที่ชูธงนำหน้าและเรียกร้องให้คนอื่นเดินตาม คือ เบน เบอร์แนนคี ประธ

หลายคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป
อีกมุมหนึ่งของโลก ที่สหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางของเขา หรือเฟด นอกจากจะไม่คิดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ยังพยายามทำตรงกันข้ามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยวิธีที่เรียกว่า Quantitative Easing ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่องในวันนี้
นโยบายการเงินแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยลงต่ำมากๆ แต่เศรษฐกิจก็ยังต้วมเตี้ยมเป็นเต่าคลาน วิธีการก็คือ อัดฉีดเงินเข้าไปจนระบบธนาคารมีเงินสำรองเกินพอ ซึ่งหมายถึงว่าระบบธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มโดยแทบจะไม่มีต้นทุน
นโยบายแบบนี้เป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ปกติของธนาคารกลาง ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นคงไม่ใคร่มีใครกล้า หรือมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะนำมาใช้ เพราะมีความเสี่ยงที่ทำแล้วจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน และหากทำติดต่อกันนาน อาจเกิดวัฏจักรเงินเฟ้อรุนแรงที่แก้ไขยากในภายหลัง
ล่วงเลยมาจนเกิดวิกฤตสถาบันการเงินโลกเมื่อ 23 ปีก่อน ประเทศตะวันตก นำโดยเฟด ก็นำนโยบายนี้มาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยคนที่ชูธงนำหน้าและเรียกร้องให้คนอื่นเดินตาม คือ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟดนั่นเอง ซึ่งเบอร์แนนคีได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ
มาตรการที่เฟดนำมาใช้มีความหลากหลายและมีสีสันมากกว่าที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นทำเมื่อสิบปีก่อน กล่าวคือของญี่ปุ่นจำกัดขอบเขตไว้เพียงเงินสำรองในระบบ หรืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเท่านั้น โดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลเข้าไปถือไว้ แล้วปล่อยเงินเยนออกมา แต่เฟดในครั้งนี้ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ตราสารหนี้ระยะยาวที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน โดยเฟดใช้เงินซื้อตราสารหนี้ประเภทนี้ถึงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
จุดประสงค์ของเฟดคือ ช่วยตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย และกดดอกเบี้ยระยะยาวลงเพื่อช่วยตลาดทุนด้วย
ผลที่เกิดขึ้นคือ เศรษฐกิจสหรัฐพ้นขีดอันตราย และออกจากห้องไอซียูได้สำเร็จ แต่การขยายตัวยังไม่รวดเร็วเท่าที่คนส่วนใหญ่อยากเห็น ที่สำคัญอีกเรื่องคือ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงใกล้เลข 2 หลัก และมีแนวโน้มว่าจะไม่ยอมลดลงอีกอย่างง่ายๆ
สัญญาณเงินเฟ้อเริ่มมีขึ้นมาบ้าง จนเมื่อหลายเดือนก่อนมีคำถามเกิดขึ้นในใจของคนทั่วโลกว่า เฟดจะให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเฟ้อแค่ไหน และจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นเหมือนที่ทำกันในหลายๆ ประเทศในเอเชียเมื่อไร ทำให้เบอร์แนนคีต้องออกมากล่าวย้ำหลายครั้งว่า จะยังคงดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ไปอีกนาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจต้องกลับเข้าห้องไอซียูอีก
ล่าสุด เฟดส่งสัญญาณว่าจะให้ยากระตุ้นเศรษฐกิจที่แรงขึ้น โดยอาจมีการขยายขอบเขตของนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ แต่จะประกอบด้วยมาตรการอะไรบ้างขณะนี้ยังเก็บเป็นความลับอยู่
ตลาดคาดว่าเฟดจะประกาศในช่วงต้นเดือน พ.ย. ในระหว่างนี้จึงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ตัวผมเองไม่อยากเชื่อว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรให้เห็นมากมาย แต่ที่นำเรื่องนี้มาเล่าเพราะมีข้อสังเกตบางประการที่หวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และท่านผู้ว่าการฯ คนใหม่ ดังนี้
หนึ่ง ดูเหมือนว่าเฟดและธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศจะมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจมากกว่า ธปท. ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ต้องการตำหนิ ธปท. นะครับ ผมเห็นใจ ธปท.ที่ต้องพยายามปกป้องความเป็นอิสระของตนเอง และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง หรือล้วงลูก แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้แยกให้ออกว่า เรื่องไหนเป็นแรงกดดันทางการเมือง เรื่องไหนเป็นความรับผิดชอบที่พึงมีต่อเศรษฐกิจและสังคม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ เรื่องค่าเงินบาท ผมอยากเห็น ธปท.ศึกษาผลกระทบของบาทแข็งที่มีต่อเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แทนที่จะรีบออกมาปฏิเสธว่าค่าเงินไม่เกี่ยว หรือให้ข่าวในเชิงปฏิเสธความรับผิดชอบว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องช่วยให้ธุรกิจปรับตัว ไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. เป็นต้น
สอง มีความแตกต่างระหว่าง เฟด กับ ธปท. ด้านนโยบายที่เกี่ยวกับเงินเฟ้ออย่างเห็นได้ชัด สำหรับเฟด ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อมีทั้งสองด้าน คือเงินเฟ้อสูงเกินไป กับเงินเฟ้อต่ำเกินไปหรือติดลบ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันในสหรัฐเป็นสถานการณ์ที่เงินเฟ้อต่ำเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เข้าใจว่าระดับเงินเฟ้อที่เฟดอยากเห็นในขณะนี้คือไม่ต่ำกว่า 2% ต่อปี
สำหรับ ธปท. นโยบายที่ผ่านมาคือ เงินเฟ้อยิ่งต่ำยิ่งดี เป้าหมายที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อมักจะเริ่มจากศูนย์ เช่น 03.5% เป็นต้น แม้แต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2552 ที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก และเงินเฟ้อติดลบ ธปท.ก็ดูเหมือนจะภาคภูมิใจที่ประสบความสำเร็จเกินคาดในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคา
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับการมองความเสี่ยงด้านเดียวคือ ความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจอาจกลายเป็นความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ
สาม หน้าที่ตามกฎหมายอย่างหนึ่งของเฟด ซึ่งธนาคารกลางส่วนใหญ่ไม่มี คือการดูแลปัญหาการว่างงาน ประเด็นนี้ หากมองเพียงผิวเผินอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ธนาคารกลางไม่น่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ผมอยากให้เรามองในมุมกลับด้วยว่า อาจเป็นความฉลาดลึกซึ้งของผู้ที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในอดีต ที่ต้องการป้องกันไม่ให้นักวิชาการในธนาคารกลางหลงวนเวียนอยู่กับตัวเลข จนมองไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจและสังคม
จะมีอะไรที่สะท้อนเศรษฐกิจและสังคมได้ดีเท่ากับสภาพการจ้างงาน
มองในมุมนี้ แม้ว่าตัวเลขการว่างงานของเราจะต่ำ แต่หากเจาะลึกลงไปในเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ หรือระดับรายได้ของคนทำงาน เราคงต้องยอมรับว่ามีเรื่องที่เรายังต้องพัฒนาและปรับปรุงอีกเป็นจำนวนมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท