posttoday
หุ้นเกินกว่าพันจุดอันตราย

หุ้นเกินกว่าพันจุดอันตราย

28 ตุลาคม 2553

ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการแตะทดสอบระดับ 1,000 จุด มาสองวันแล้ว แต่ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้

ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการแตะทดสอบระดับ 1,000 จุด มาสองวันแล้ว แต่ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้

โดย...ทีมข่าวตลาดทุนหุ้น

ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการแตะทดสอบระดับ 1,000 จุด มาสองวันแล้ว แต่ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้ วันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา แรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทะลักออกมากดดัชนีปิดที่ 983.96 จุด ร่วงหนัก 12.08 จุด หรือกว่า 1% ปรับตัวลงใกล้เคียงกับตลาดหุ้นภูมิภาคนี้

หุ้นเกินกว่าพันจุดอันตราย

คำถามคือว่า การแตะระดับพันจุดถึงสองวันติด เป็นสัญญาณว่าดัชนีจะไปต่อได้หรือไม่ในปีนี้ หรือจบกันเพียงแค่นี้ในสภาพที่กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3 บริษัทที่อยู่ในภาคการผลิตกำลังจะประกาศออกมา คำตอบคือ...ยากที่จะฝ่า และถึงแม้ว่าจะขึ้นไปได้ก็ไม่ยั่งยืน...

ดัชนีที่ระดับปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี) ปี 2553 ที่ 1415 เท่า ใกล้เคียงพี/อีเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหุ้นไทยถูกนักลงทุนต่างชาติลืมมาตลอด โดยซื้อขายต่ำกว่าเพื่อนบ้าน 2030% เสมอ

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กำลังสำรวจความคิดเห็นและประมาณการเป้าหมายเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ใหม่ภายในสัปดาห์นี้ เพราะกระแสเงินไหลเข้าแรงในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ได้ผลักดันดัชนีขึ้นไปถึง 29% จาก 760 จุด สิ้น พ.ค. ที่สถานการณ์การเมืองสงบขึ้นไปที่ 983.96 จุด เกินกว่าค่าเฉลี่ยของผลสำรวจเป้าหมายครั้งก่อน พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐก็อยู่อันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ โบรกเกอร์ขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศกลับแนะนำนักลงทุนของตัวเองให้ขายทำกำไรและถือเงินสด ไม่ว่าจะเป็น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, เจ.พี. มอร์แกน, โนมูระ และเมอร์ริล ลินช์

วันที่ 26 ต.ค. ที่ดัชนีทดสอบ 1,000 จุด วันแรกในรอบ 14 ปี ต่างชาติพลิกกลับมาขายจำนวน 488 ล้านบาท วันที่ 27 ต.ค. ทดสอบระดับ 1,000 จุด เป็นครั้งที่ 2 ต่างชาติขายสุทธิอีก 143 ล้านบาท ทั้งๆ ที่วันศุกร์ที่ 22 ต.ค. เพิ่งกลับมาซื้อสุทธิกว่าพันล้านบาท

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติได้ Short หรือมีสถานะขายสุทธิในตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จนถึงวันที่ 26 ต.ค. เป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า กระแสเงินทุนต่างชาติในหุ้นไทยช่วงนี้เรียกว่าปลายขาเข้า...ต้นขาออก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัว 7% ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง เงินไหลเข้าไทยจึงแรง และรับรู้มาตรการอัดฉีดเงินรอบ 2 ของสหรัฐไปหมดแล้ว

ตอนนี้ถ้าดัชนีจะยืนในระดับ 999 จุดให้ได้ ยังนับว่ายาก

หุ้นไทยอาจถูกขายออกมาได้ถ้ามาตรการอัดฉีดของสหรัฐเป็นเม็ดเงินไม่มากอย่างที่ตลาดคิด เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐจะกลับลำมาแข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนตัว และนักลงทุนทิ้งสินทรัพย์เสี่ยงกลับไปถือเงินเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ให้ความเห็นว่า ตราบใดที่ดัชนียังไม่ลงไปต่ำกว่า 980 จุด ยังถือว่าทิศทางดัชนียังไม่พลิกกลับเป็นขาลง

คำถามต่อมาคือว่า แล้วยังเป็นขาขึ้นต่อไปหรือไม่

ในสภาพที่ระดับดัชนีปัจจุบันได้รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ทั้งที่มาตรการนี้เป็นเพียงการประมาณการ แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติโดยจะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อพิจารณาเรื่องนี้สัปดาห์หน้า

ที่สำคัญ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กได้ส่งสัญญาณมาแล้วว่ามาตรการอัดฉีดอาจไม่สูงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หุ้นไทยตอนนี้เรียกว่าเต็มที่แล้ว ไม่สามารถรับรู้ข่าวร้ายได้อีกเพราะนักลงทุนได้คาดหวังตลาดหุ้นสูง โดยรับรู้กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ไปแล้ว ทั้งที่กำไรจริงของครึ่งหลังปีนี้ยังไม่ประกาศออกมา และยังคาดว่าการเมืองนิ่งตลอดไป ที่สำคัญรับรู้เรื่องมาตรการอัดฉีดเงินของสหรัฐรอบ 2 ไปแล้ว หากวันที่ 23 พ.ย. ที่สหรัฐเริ่มประชุมเรื่องนี้ เกิดการอนุมัติเงินน้อยกว่าที่คาดดัชนีอาจลงมาได้ หรือหากการเมืองเกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้น หุ้นไทยคงรับไม่ได้กับเรื่องดังกล่าว

“ผมว่าหุ้นไทยตอนนี้เต็มมูลค่าแล้ว จึงควรระมัดระวังอาจเกิดการพักฐาน ระยะกลางอาจปรับลดลงได้ และหากดัชนีเกินกว่าพันจุดปีนี้ คงเรียกว่าฟองสบู่แล้ว นักลงทุนหุ้นทั่วโลกตอนนี้มองสั้นมาก น่ากลัว”
ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปจะไม่โดดเด่นแล้ว เพราะดัชนีสูงแล้ว ต่างจากช่วงที่ผ่านมาที่เงินร้อนเข้ามาไม่มาก ทำให้กองทุนเก็งกำไรชอบหุ้นไทย และมีกองทุนระยะยาวและกองทุนปริมาณเข้ามามาก โดยเฉพาะเดือน ก.ค. ส่งผลให้หุ้นไทยให้ผลตอบแทนคิดเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐสูงถึง 50% แต่ปัจจุบันกองทุนเหล่านี้มุ่งไปที่จีนแล้ว

สำหรับ บล.ทิสโก้ ให้เป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,000 จุด และปีหน้า 1,130 จุด ตามประมาณการว่ากำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 15% ในปีหน้า

บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้เป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ระดับ 1,050 จุด ขณะที่เป้าหมายปีหน้าอยู่ที่ 1,150 จุด และแนะนำขายที่บริเวณ 1,000 จุดขึ้นไป

เอาเป็นว่า...ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวคงไม่เป็นไร หากดัชนีจะอ่อนตัวลงไปบ้าง เพราะเงินเย็นรอหุ้นขึ้นไปอีกได้...ในปีหน้า แต่ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้นอย่ามัวฝันหวานอีกต่อไปเลย...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท