posttoday
น้ำทะลักโรงงาน-แรงงานถูกลอยแพ

น้ำทะลักโรงงาน-แรงงานถูกลอยแพ

28 ตุลาคม 2553

ศาลาหน้าโรงเรียนวัดตะโหนด ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ

ศาลาหน้าโรงเรียนวัดตะโหนด ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

น้ำทะลักโรงงาน-แรงงานถูกลอยแพ

ศาลาหน้าโรงเรียนวัดตะโหนด ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ และรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนละแวกใกล้เคียง บัดนี้ได้แปรสภาพเป็น “ศาลาคนเศร้า” ให้ชาวบ้านไว้ปรับทุกข์จากเหตุการณ์น้ำท่วม

พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมถึง 5 แห่ง และโรงงานเล็กๆ รอบนอกอีกมากมาย ไม่น่าเชื่อว่ากระแสน้ำที่ถาโถมเข้ามาในพื้นที่ตลอด 10 วันที่ผ่านมา จะทำให้วิถีของโรงงานและชีวิตของพนักงานเสมือนหนึ่งตกอยู่ในฝันร้าย

ทศพล วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า ขณะนี้มีโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว 120 โรง ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ 120 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโรงงานด้านสินค้าเกษตร และตั้งอยู่ห่างจากริมตลิ่งเจ้าพระยาไม่เกิน 1 กิโลเมตร ระดับน้ำท่วมตั้งแต่หน้าแข้งจนถึงหน้าอก

“ตอนนี้มีทั้งโรงงานที่ยังเดินเครื่องผลิตต่อ ทั้งชะลอการผลิต หยุดการผลิต หรือปิดโรงงานไม่มีกำหนด เพราะน้ำท่วมในโรงงาน หรือท่วมบ้านพนักงานจนไม่มีใครออกมาทำงานได้” เจ้าของบริษัท เอ็น.วี.อรัญญิก โรงงานผู้ผลิตช้อนส้อมสเตนเลสส่งออก ระบุ

สำหรับ บริษัท เอ็นซีเอ–เอ็นเตอร์ไพร้ส์ โกดังเก็บเมล็ดข้าวโพด ต้องประสบกับสถานการณ์น้ำทะลักท่วมสูงกว่า 1 เมตร เอี่ยมบุศราคัมนิมิต ผู้ดูแลบริษัท เล่าว่า ระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จึงสั่งปิดโรงงานตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.เป็นต้นมา เครื่องจักรเสียหายกว่า 10 ล้านบาท แต่โชคดีที่ได้ระบายสินค้าออกไปประมาณ 6,000 ตัน มิเช่นนั้นจะเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

สง่า ศรีประเสริฐ เจ้าของโรงสีไฟนครหลวง โรงงานสีข้าวรายใหญ่ของจังหวัด บอกว่า นับเป็นอุทกภัยครั้งแรกหลังสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เสร็จ โรงสี 2 แห่งของตัวเองได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ระดับน้ำยังไม่นิ่งจึงได้สั่งให้หยุดกิจการไม่มีกำหนด ส่งผลให้พนักงานกว่า 300 ชีวิตต้องหยุดงาน

 “พนักงานกับเราอยู่ด้วยกันมากว่า 50 ปีแล้ว เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อเกิดเหตุเราก็ต้องดูแลพนักงานอย่างดีที่สุด เรามีธุรกิจโรงสีข้าว ก็ได้แจกจ่ายข้าวให้พนักงานทุกคนและชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงงานด้วย” สง่า ระบุ

แตกต่างกับชะตากรรมที่ พนักงาน บริษัท ซอยประสิทธิ์ค้าไม้ และแรงงานคนอื่นๆ กำลังเผชิญ โดยพนักงานวัย 40 ปีคนหนึ่ง เล่าว่า เป็นพนักงานทำไม้ในโรงงานแห่งนี้มา 5 ปีแล้ว มีพนักงานประมาณ 50 คน ตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมถึงระดับหน้าอก เจ้าของบริษัทสั่งปิดทำการโดยไม่มีกำหนด และปล่อยให้พนักงานทั้งหมดดูแลตัวเองไปก่อน

“10 วันมานี้ก็ไม่มีรายได้เลย ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ ในกระเป๋ามีเงินเหลือ 40 บาท ก็เอาไปเติมน้ำมันขับรถวิ่งหางาน แต่ที่โรงงานอื่นๆ หรืองานก่อสร้างต่างๆ ก็เต็มหมดแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง กลัวไม่มีงานทำ” เธอเล่า

แรงงานหญิงคนนี้ บอกอีกว่า เดิมทีมีรายได้วันละ 172 บาท ขณะนี้แทบจะไม่เหลือเงินให้ประทังชีวิต ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง ก็ต้องแบ่งกันกิน 3 คน ลำบากมาก จะไปขอถุงยังชีพหรือสิ่งของบริจาคก็ไม่ได้ เพราะไม่มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ ทราบว่ารัฐบาลจะช่วยเงิน 5,000 บาทต่อคน ก็คงจะไม่ได้ เนื่องจากทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถูกน้ำท่วม

 “เราอยู่กับเขามานาน พอถึงเวลาทุกข์ไม่มีมาสนใจกันเลย ถ้าน้ำลดจะไปหางานทำที่อื่น เข็ดแล้วกับที่นี่ แต่จะหาเงินที่ไหนให้อยู่รอดถึงวันน้ำแห้ง” เธอเล่าน้ำตาคลอเบ้า
เป็นโจทย์ของรัฐบาลที่ต้องหาวิธีการเยียวยาแรงงานที่ตกสำรวจเหล่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท