
น้ำทะลักโรงงาน - แรงงานถูก “ลอยแพ”
กระแสน้ำที่ถาโถมเข้ามาในพื้นที่ตลอด 10 วันที่ผ่านมา จะทำให้วิถีของโรงงานและชีวิตของพนักงาน เสมือนหนึ่งตกอยู่ในฝันร้าย....
กระแสน้ำที่ถาโถมเข้ามาในพื้นที่ตลอด 10 วันที่ผ่านมา จะทำให้วิถีของโรงงานและชีวิตของพนักงาน เสมือนหนึ่งตกอยู่ในฝันร้าย....
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ศาลาหน้าโรงเรียนวัดตะโหนด ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.อยุธยา ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่าของเด็กตัวน้อยและรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนละแวกใกล้เคียง บัดนี้ได้แปรสภาพเปลี่ยนเป็น “ศาลาคนเศร้า” ให้ชาวบ้านใช้ปรับทุกข์จากเหตุอุทกภัยครั้งวิกฤต
พื้นที่จ.อยุธยา ซึ่งอุดมไปด้วยลำน้ำขนาบเมืองที่แตกแขนงมาจากแม่น้ำป่าสัก เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสหกรรมถึง 5 แห่ง และโรงงานเล็กๆ รอบนอกอีกมากมาย ไม่น่าเชื่อว่ากระแสน้ำที่ถาโถมเข้ามาในพื้นที่ตลอด 10 วันที่ผ่านมา จะทำให้วิถีของโรงงานและชีวิตของพนักงาน เสมือนหนึ่งตกอยู่ในฝันร้าย
ทศพล วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉายภาพความเสียหายของโรงงานในจังหวัดอยุธยาว่า จนถึงขณะนี้มีโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว 120 โรง ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 120 ล้าน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร และตั้งอยู่ห่างจากริมตลิ่งแม่น้ำไม่เกิน 1 กิโลเมตร สำหรับระดับน้ำมีตั้งแต่แข้งขาจนถึงหน้าอก
“ตอนนี้มีทั้งโรงงานที่ยังเดินเครื่องผลิตต่อ ทั้งชะลอการผลิต หยุดการผลิต หรือปิดโรงงานไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนสาเหตุเพราะน้ำท่วมขังในโรงงาน หรือท่วมบ้านพนักงานจนไม่มีใครสามารถออกมาทำงานได้ โดยในสัปดาห์หน้าถึงจะประเมินความเสียหายได้” เจ้าของบริษัท เอ็น.วี.อรัญญิก โรงงานผู้ผลิตช้อนส้อมสแตนเลสส่งออก รายนี้ระบุ
สำหรับบริษัทเอ็นซีเอ – เอ็นเตอร์ไพร้ส์ โกดังเก็บเมล็ดข้าวโพด ต้องประสบกับสถานการณ์น้ำทะลักท่วมสูงกว่า 1 เมตร เอี่ยม บุศราคัมนิมิต ผู้ดูแลบริษัท เล่าว่า ระดับน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จึงตัดสินใจสั่งปิดโรงงานตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.เป็นต้นมา สำหรับความเสียหายเบื้องต้นคือเครื่องจักรมูลค่ากว่า 10 ล้าน แต่โชคดีที่ได้ระบายสินค้าออกไปประมาณ 6,000 ตัน มิเช่นนั้นจะเสียหายกว่า 50 ล้านบาท
ส่วน สง่า ศรีประเสริฐ เจ้าของโรงสีไฟนครหลวง โรงงานสีข้าวรายใหญ่ของจังหวัดอยุธยา บอกว่า นับเป็นอุทกภัยครั้งแรกภายหลังสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เสร็จ ส่วนตัวเป็นเจ้าของโรงสี 2 แห่ง และได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่เนื่องจากระดับน้ำยังไม่นิ่งจึงได้สั่งให้หยุดกิจการออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่งผลให้พนักงานกว่า 300 ชีวิตต้องหยุดงาน
“พนักงานกับเราอยู่ด้วยกันมากว่า 50 ปีแล้ว เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อเกิดเหตุเราก็ต้องดูแลพนักงานอย่างดีที่สุด เรามีธุรกิจโรงสีข้าว ก็ได้แจกจ่ายข้าวให้พนักงานทุกคนและชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงงานด้วย”สง่ายืนยัน
ซึ่งแตกต่างกับชะตากรรมที่ ภัทร พนักงานบริษัท ซ.ประสิทธิ์ ค้าไม้ และแรงงานคนอื่นๆ ต้องเผชิญ เธอ เล่าว่า เป็นพนักงานทำไม้ในโรงงานแห่งนี้มานาน 5 ปีแล้ว โดยโรงงานแห่งนี้มีพนักงานประมาณ 50 คน ตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมถึงระดับหน้าอก เจ้าของบริษัทสั่งปิดทำการโดยไม่มีกำหนด และปล่อยให้พนักงานทั้งหมดดูแลตัวเองไปก่อน
“10 วันมานี้ก็ไม่มีรายได้เลย ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ ในกระเป๋ามีเงินเหลือ 40 บาท ก็เอาไปเติมน้ำมันขับรถวิ่งหางาน แต่ที่โรงงานอื่นๆ หรืองานก่อสร้างต่างๆ ก็เต็มหมดแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง กลัวไม่มีงานทำ”ภัทรเล่า
แรงงานหญิงคนนี้ เล่าอีกว่า เดิมทีจะมีรายได้วันละ 172 บาท แต่ขณะนี้แทบจะไม่เหลือเงินให้ประทังชีวิตเลย ปลากระป๋อง 1 กระป๋องก็ต้องแบ่งกันกิน 3 คน ลำบากมาก อยากจะไปขอถุงยังชีพหรือสิ่งของบริจาคก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ ทราบมาว่ารัฐบาลจะช่วยเงิน 5,000 บาทต่อคน เราก็คงจะไม่ได้ เนื่องจากชื่อที่อยู่ทะเบียนบ้านก็อยู่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถูกน้ำท่วม
“เราอยู่กับเขามาตั้งนาน พอถึงเวลาทุกข์ไม่มีมาสนใจเลย ถ้าน้ำลดก็คงจะไปหางานทำที่อื่น เข็ดแล้วกับที่นี่ แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือจะหาเงินยังไงเพื่อให้อยู่รอดถึงวันน้ำแห้ง”ภัทร น้ำตาคลอเบ้า และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า มีคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกว่า 30 คน ส่วนใหญ่มาจากต่างถิ่นและเข้ามาเช่าบ้านอยู่ ตอนนี้ไม่ได้คิดถึงค่าเช่า เพราะลำพังอาหารยังจะไม่มีกิน
เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการหาวิธีเยียวยาแรงงานที่ตกสำรวจ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ประสบภัย







