
กทม.โชว์ศักยภาพศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ชงสร้างอุโมงค์-เพิ่มแก้มลิง
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่น่าไว้ใจ แม้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงมาได้ช่วงหนึ่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป....
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่น่าไว้ใจ แม้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงมาได้ช่วงหนึ่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป....
โดย....อาทิตย์ เคนมี
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่น่าไว้ใจ แม้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงมาได้ช่วงหนึ่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะช่วงวันที่ 8 พ.ย.นี้ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง
นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. เผยถึงมาตรการป้องกันและรับมือน้ำท่วมว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้เตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน โดยมีการขุดลอกคูคลอง เก็บขยะวัชพืช 1,012 คลอง และล้างท่อระบายน้ำเป็นระยะทาง 3,785 กิโลเมตร จากทั้งหมด 6,466 กิโลเมตร รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำครบทุกพื้นที่เสี่ยงแล้ว นอกจากนี้ได้มีการพร่องน้ำในคลองย่อยต่างๆ ให้มีระดับต่ำกว่า 1 เมตร เพื่อเป็นพื้นที่รองรับน้ำ
นายสัญญา กล่าวว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำของ กทม.ได้ก็คือ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่ง กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบและนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขออนุมัติ 3 โครงการ ได้แก่
1.อุโมงค์ระบายน้ำคลองบางซื่อ จากถนนวิภาวดีรังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ความยาว 4.9 กิโลเมตร 875 ล้านบาท
2.อุโมงค์ระบายน้ำคลองบางเขน จากคลองลาดพร้าวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ความยาว 10 กิโลเมตร 2,400 ล้านบาท
3.อุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ความยาว 9.4 กิโลเมตร รวมงบประมาณทั้งสิ้น 8,175 ล้านบาท 4,900 ล้านบาท
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วม กทม.ก็คือ ระบบระบายน้ำที่ยังไม่เพียงพอและขาดพื้นที่รองรับน้ำในลักษณะแก้มลิง ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพตร ผู้ว่าฯกทม. มีนโยบายให้เร่งจัดหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องจากองค์ความรู้และข้อมูลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม.” ขึ้นเมื่อปี 2533 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.
ภายในศูนย์ป้องกันน้ำท่วม จะมีเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง มีการรายงานสภาพฝนจากเรดาร์ทุกต้นชั่วโมงผ่านทางวิทยุ และเว็บไซต์ของ กทม. http://dds.bangkok.go.th รวมทั้งประสานงานรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น สวพ.91 จส.100 และร่วมด้วยช่วยกัน
ด้านนายณรงค์ จิรสรรพคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. กล่าวว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้มีการติดตั้งระบบควบคุมป้องกันน้ำท่วมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถือเป็นศูนย์กลางสถานีเครือข่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งมีสถานีเครือข่ายย่อยอีก 76 แห่ง ตั้งอยู่ตามสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำทั่วพื้นที่ กทม. ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี
ข้อมูลต่างๆ ที่จะเก็บรวบรวมไว้ ประกอบด้วย ข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณน้ำฝน การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ การเดินเครื่องสูบน้ำมายังสถานีแม่ข่ายที่สำนักการระบายน้ำ โดยใช้ระบบคลื่นสัญญาณทางวิทยุสื่อสาร เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจวัดน้ำในคลองสายหลัก 39 จุด ระบบเชื่อมต่อวัดปริมาณฝนจากสำนักงานเขต 48 แห่ง ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนนสายหลัก 71 จุด ระบบกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) 17 จุด รวมถึงการติดตามสภาพฝนจากเรดาร์ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตภาษีเจริญ โดยรายงานให้ฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามและผู้บังคับบัญชา เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
“กทม.มีมาตรวัดน้ำฝนกระจายอยู่ทุกพื้นที่ 121 แห่ง มีมิเตอร์วัดระดับน้ำ 113 แห่ง หากเกิดฝนตกน้ำท่วมแล้ว จะสามารถตรวจวัดได้ว่ามีถนนสายใดบ้างที่ถูกน้ำท่วม และมีระดับความสูงกี่เซนติเมตร นอกจากนี้ยังสามารถใช้กล้องซีซีทีวีตรวจสอบได้ว่า มีช่องจราจรถูกน้ำท่วมไปแล้วกี่ช่องทาง เพื่อให้สามารถจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือได้” นายณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ สำนักการระบายน้ำได้รายงานสถานการณ์น้ำทะเลหนุนเมื่อวันที่ 27 ต.ค. เวลา 9.15 น. โดยระดับน้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงสุดที่ปากคลองตลาดวัดได้ 2.06 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนวันที่ 28 ต.ค. กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือคาดการณ์ว่า ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุด 2.15 เมตร ในเวลา 11.40 น. ซึ่งเชื่อว่า กทม.ยังสามารถรับมือได้ นอกจากนี้ ในวันที่ 7-8 พ.ย. คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดในรอบปีที่ระดับ 1.32 เมตร โดย กทม.ยืนยันว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง







