
ปัญกหาประเทศไทยเหมือนขยะล้นถัง
.....โกวิทย์ พวงงาม
ปัญหาประเทศไทยยังมีที่มาโดยผู้กำหนดนโยบายบริหารประเทศ อันได้แก่นักการเมืองผู้มีโอกาสเข้าไปใช้อำนาจบริหาร และส่วนที่เป็น สส. และ สว. รวมทั้งกลไกของระบบทั้งระบบราชการ ระบบเอกชน และภาคประชาชนในประเทศ ต่างก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบประเทศไทย ข้อสำคัญผู้บริหารประเทศไทย โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีฐานะผู้กุมอำนาจ กุมนโยบายประเทศ ต่างก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาประเทศไทย
ปัญหาประเทศไทยเหมือนขยะล้นถัง เพราะสังคมไทยมองไปทางไหน ด้านใดเต็มไปด้วยปัญหาเกือบทุกด้าน ยิ่งปัญหาที่เกี่ยวกับ
“น้ำท่วม” ในทุกภูมิภาคของประเทศ ก็ทำให้พี่น้องคนไทยทุกข์กันถ้วนหน้า ที่กำลังจะกลายเป็นปัญหา “น้ำท่วมซ้ำซาก” กันแล้ว เพราะผู้กำหนดนโยบายที่เป็นนักการเมืองผู้บริหารประเทศ กลไกราชการในการปฏิบัติตามนโยบาย “ขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบทั้งระบบ” มาช้านาน ทั้งระบบหมายความว่า ระบบนโยบายรัฐบาล ระบบแผนของสภาพัฒน์ ระบบการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาป่าและระบบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระบบผังเมืองของชาติ จังหวัด อำเภอ เหมือนว่าประเทศไทยเรายังไม่มีระบบแผนที่บูรณาการทั้งระบบ ทำให้บ้านเมืองเราไร้ทิศ ไร้ทาง และเต็มไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องจนกลายเป็นว่า
“เมืองไทยเราคิดจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ขึ้นอยู่กับว่าใครใหญ่ คนนั้นก็อยู่ได้” บ้านเมืองเราจึงเต็มไปด้วยปัญหา เราจึงเห็นว่าเมื่อมีปัญหาน้ำท่วมทีนึงก็ระดมความช่วยเหลือ และคิดวางแผนการจัดการน้ำ จัดการทรัพยากรกันทีนึงแล้วก็อาจจะหายไปผมมีตัวอย่างในการไปร่วมเวที
“ปฏิรูปประเทศไทย” โดยคณะปฏิรูป ภายใต้หัวข้อ “ลดอำนาจรัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ต.ค. 2553 โดยมีการจัดเวทีย่อยเพื่อการระดมความคิด โดยมีหัวข้อเสวนาใน 5 ห้องย่อย ประกอบด้วย ห้องย่อยที่ 1 การสร้างความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ห้องย่อยที่ 2 คืนการศึกษาแก่ประชาชน ห้องย่อยที่ 3 เสริมพลังและสร้างสวัสดิการแรงงานไทย ห้องย่อยที่ 4 อำนาจของชุมชนในการพัฒนา ห้องย่อยที่ 5 คุณภาพชีวิตคนในเมืองผมมีข้อสังเกตว่าเกือบทุกห้องมีข้อเสนอปัญหามายังผู้ดำเนินรายการหน้าเวทีอย่างมากมาย ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหา อาจจะเป็นเพราะว่ากลุ่มและเครือข่ายองค์กรประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทย นักการเมืองมักบริหารประเทศในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ จนประชาชนถูกกดทับด้วยปัญหาเกือบทุกด้านมาช้านาน
เวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยดังกล่าว จึงกลายเป็นเวทีมาบอกปัญหา บอกความคับข้องใจ บอกการกระทำที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นการระบายปัญหาความคับข้องใจ ความรู้สึกถูกกดดัน ถูกกดขี่ ความรู้สึกที่ไม่สามารถเข้าถึงการบริการของรัฐที่กลุ่มประชาชน
การเสวนาเกี่ยวกับกลุ่มอำนาจของชุมชนในการพัฒนา เพื่อการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น ถูกมองว่าเป็นเพียงตัวหนังสือหรือตัวกระดาษ แต่การกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่นกำลังตกอยู่ในอำนาจของกลุ่มอิทธิพล เจ้าพ่อ จึงทำให้ชุมชนหลายแห่งเป็นเสมือนหนึ่ง
“ชุมชนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” กล่าวคือ ทั้งนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล และกลุ่มทุน รวมตัวฮั้วกันสร้างอาณาจักรท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเห็นว่ารัฐยังไม่จริงใจต่อการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น และที่สำคัญนักการเมืองยังมาก้าวก่าย ยุ่มย่ามกับข้าราชการประจำและชุมชนท้องถิ่นอย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอที่ดีๆ ในกลุ่มนี้ ในประเด็นต่างๆ ดังนี้ (1) เสนอให้ลดอำนาจรัฐโดยการถ่วงดุลอำนาจ จัดโครงสร้างประเทศ ออกเป็น 3 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสภาชุมชนแห่งชาติ (2) เสนอให้ผู้สมัครเป็นนักการเมืองจะต้องเข้าโรงเรียนตามหลักสูตรทางการเมือง หรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง (3) เสนอให้ปฏิรูปประเทศไทยต้องร่วมกันปฏิรูปตัวเองก่อน
ส่วนในกลุ่มคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ส่วนใหญ่ได้เสนอปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมระหว่างพื้นที่ชนบทกับพื้นที่ในเมือง ยังมีข้อเสนอซึ่งส่วนใหญ่พุ่งเป้าหมายไปที่การให้ชะลอการเติบโตของกรุงเทพฯ หรือทำกรุงเทพฯ ให้เล็กลง
เวทีกลุ่มคืนการศึกษาแก่ประชาชน นับเป็นเวทีที่อาจจะกล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยการวิพากษ์และเสนอปัญหาระบบของการศึกษาไทย และการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการวิพากษ์เป้าหมายของการศึกษาไทยว่ามีเป้าหมายเพื่ออะไร เรียนเพื่ออะไร ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องครูอาจารย์ที่มีพฤติกรรมไร้คุณธรรม การจัดการศึกษาทำให้ลืมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และไม่เข้าใจชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ที่สำคัญการศึกษาในปัจจุบันเมื่อจบแล้วไม่มีงานทำ หรือไม่มีหลักประกันเรื่องการมีงานทำ
มีข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยเสนอให้มีการศึกษาทางเลือก ซึ่งเน้นการศึกษาเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การศึกษาต้องให้นักเรียนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าบรรพบุรุษของไทย โดยเฉพาะการจัดการศึกษาตามบรรพบุรุษ
ผมจึงมีข้อสังเกตว่า ปัญหาประเทศไทยมีรากเหง้ามาจากการวางนโยบายทางการเมืองของนักการเมืองสู่การพัฒนาประเทศมีความผิดพลาด และเสนอให้ปัญหาประเทศไทยและการปฏิรูปประเทศไทยต้องปฏิรูปคนไทยในระบบการเมือง โดยเฉพาะนักการเมือง และควบคู่ไปกับการสร้างประชาชนให้เป็นพลเมือง เพื่อร่วมกันรื้อนโยบายและแผนพัฒนาประเทศไทยทั้งหมด







