
ฟองสบู่ ธาตุหายาก เครื่องต่อรองอันแนบเนียนของจีน
ธาตุหายาก หรือ Rare Earth ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิดที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยที่สุด จนถือเป็นทรัพยากรในเชิงยุทธศาสตร์ และได้รับการยกฐานะให้เป็นธาตุที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 4 รองจาก น้ำ เหล็ก และน้ำมัน
ธาตุหายาก หรือ Rare Earth ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิดที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยที่สุด จนถือเป็นทรัพยากรในเชิงยุทธศาสตร์ และได้รับการยกฐานะให้เป็นธาตุที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 4 รองจาก น้ำ เหล็ก และน้ำมัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ธาตุหายาก หรือ Rare Earth ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิดที่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยที่สุด จนถือเป็นทรัพยากรในเชิงยุทธศาสตร์ และได้รับการยกฐานะให้เป็นธาตุที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 4 รองจาก น้ำ เหล็ก และน้ำมัน
แม้จะเป็นถึงธาตุที่มีความสำคัญยิ่งยวด แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักธาตุหายาก หรือความสำคัญของธาตุชนิดนี้ จนกระทั่งเกิดเป็นข่าวว่า รัฐบาลจีนประกาศควบคุมการส่งออกธาตุหายาก
ยิ่งนับวันมาตรการควบคุมการส่งออกธาตุหายากโดยรัฐบาลจีน ยิ่งกลายเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะญี่ปุ่นอันเป็นคู่กรณีโดยตรง หลังจากที่จีนสั่งห้ามส่งออกธาตุที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไอทีชนิดนี้เพื่อตอบโต้ญี่ปุ่นในกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนคากุ
แต่แล้วมาตรการควบคุมธาตุหายาก ส่งผลกระทบถึงนานาประเทศที่อยู่ในข่ายต้องนำเข้าธาตุนี้กันโดยถ้วนหน้า หรืออาจกล่าวได้ว่า ประเทศในกลุ่ม จี 7 กำลังร้อนรนที่จีน “กั๊ก” ธาตุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไว้ในประเทศแต่เพียงผู้เดียว
ไม่เพียงแค่ธาตุหายากจะ “หายาก” ขึ้นเท่านั้น แต่ราคาในท้องตลาดยังพุ่งขึ้นสูงกว่าความเป็นจริง
หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ดัชนีราคาธาตุหายากที่จัดทำขึ้นโดยจอห์นไคเซอร์ แห่งเว็บไซต์เพื่อการวิจัยตลาด BottomFish Online พบว่า ระดับราคานับตั้งแต่ปี 2551 พุ่งขึ้นมา 12 เท่าตัว เฉพาะในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถีบตัวขึ้นมาถึง 35%!
ลักษณาการที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดธาตุหายากมีความคล้ายคลึงกับฟองสบู่ธุรกิจอินเทอร์เน็ต หรือ Dotcom Bubble ในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งขณะนั้นนักลงทุนกรูกันเข้ามาปั่นราคาหุ้นอินเทอร์เน็ตอย่างหน้ามืดตามัวจนราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาเกินความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ราคาธาตุหายากในขณะนี้มีความใกล้เคียงกับฟองสบู่ราคาแร่ยูเรเนียมเมื่อปี 2549-2551 มากกว่า เนื่องทั้งสองกรณีเกิดฟองสบู่ขึ้นมาจากความกังวลว่า แร่ธาตุดังกล่าวกำลังหมดไปจากโลก
สำหรับกรณีของธาตุหายากยังมีอีกเหตุผลพ่วงตามมา นั่นคือ ธาตุชนิดนี้มิได้มีอยู่ทั่วไป แต่เฉพาะบางประเทศในสัดส่วนเพียงหยิบมือ
ยกเว้นจีนเท่านั้นที่มีสัดส่วนการส่งออกธาตุหายากทั่วโลกสูงถึง 97% ซึ่งหมายความว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกจากจีน ทว่าบัดนี้จีนกลับชะลอการส่งออกครั้งใหญ่
การชะลอการส่งออกของจีนยังผลให้ปริมาณธาตุหายากในตลาดลดลง แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นฝีมือของนักฉวยโอกาสในคราบนักลงทุนเพื่อการเก็งกำไร
ไม่ว่าจีนจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การใช้มาตรการคุมการส่งออกธาตุหายาก จนก่อภาวะฟองสบู่ ได้กลายเป็นอาวุธชั้นเยี่ยมในการตอบโต้ปฏิปักษ์ของจีนอย่างแนบเนียน
ถึงไม่จงใจ แต่สถานการณ์ชวนให้คิดว่า จีนเองจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อนตอบโต้นานาประเทศ ด้วยเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก จีนกลายเป็นเป้าโจมตีในสงครามเศรษฐกิจที่ชัดเจนและถูกปฏิบัติอย่างลำเอียงเกินไป ในประเด็นนี้ จีนยังนับว่ามีความอดทนสูง เพราะน้อยครั้งที่จีนจะตอบโต้อย่างรุนแรง
แต่ประการที่สอง จีนมีความอดทนต่ำอย่างน่าใจหาย หากประเทศอื่นยื่นมือเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในทางการเมืองหรือก้าวล้ำอธิปไตยของชาติ จีนจะตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนในทันที
กรณีนี้มีสถานการณ์ที่พัวพัน 2 สถานการณ์คือ กรณีพิพาทในน่านน้ำทะเลตะวันออกและทะเลจีนใต้ รวมถึงการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้กับหลิวเสี่ยวปอ
การที่จีนใช้มาตรการควบคุมธาตุหายาก แม้จะก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาด แต่ผลพวงที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นยังรออยู่ในภายภาคหน้า
นั่นคือ จีนอาจยุติการส่งออกธาตุหายากโดยสิ้นเชิงภายในปี 2555
สิ่งที่ติดตามมาคือ พัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกตะวันตกจะตกอยู่ในภาวะอัมพาตในทันที นี่คือข้อเสียขั้นรุนแรง หรืออย่างเบาะๆสินค้าซึ่งใช้ธาตุหายากที่ผลิตโดยประเทศตะวันตกจะมีราคาสูงจนผู้บริโภคไม่อาจแบกรับ
แต่ข้อดีอย่างยิ่งยวดสำหรับจีน ก็คือ ต้นทุนสินค้าที่ใช้ธาตุหายากจะลดลงอย่างฮวบฮาบ กลายเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้กับจีนไปโดยปริยาย
ทางออกเฉพาะหน้า คือการพึ่งพาแหล่งทรัพยากรแห่งอื่นนอกเหนือจากจีน ซึ่งมีเพียงออสเตรเลียและแคนาดาเท่านั้นที่มีปริมาณเพียงพอต่อการส่งออก
ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือการแสวงหาธาตุหรือวัตถุดิบชนิดอื่นที่สามารถทดแทนธาตุหายากเพื่อป้องกันหายนะในอนาคต หากจีนจำเป็นต้องยุติในกรณีที่อุปทานบีบรัด หรือยุติการส่งออกธาตุหายากเพราะต้องการตอบโต้นานาประเทศ
แต่หากบางประเทศมองว่า จีนมุ่งเป้าที่จะใช้ธาตุหายากเพื่อ “ข่มขู่เศรษฐกิจโลกให้เป็นตัวประกัน” จนนำไปสู่การร้องเรียนยังองค์กรระหว่างประเทศ หรือกระทั่งเผชิญหน้าโดยตรง สิ่งที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คาดคิดไว้
แท้จริงแล้ว จีนอาจมิได้มีเจตนาจะใช้ธาตุหายากเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ เพราะการประเมินปริมาณคงเหลือตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ ทำให้ทราบตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่า จีนอาจต้องชะลอการส่งออกในเวลาอีกไม่นาน
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังชะลอการส่งออกมาตั้งแต่ปี 2549 ในอัตรา 5–10%
หมายความว่า ภาวะฟองสบู่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในระยะ 1-2 ปีต่อจากนี้ เพราะอัตราการส่งออกชะลอมากกว่าที่คาด
หากจะมองว่า จีนกำลังใช้ธาตุหายากเป็นเครื่องมือต่อรอง ก็คงคล้ายคลึงกับที่ เติ้งเสี่ยวผิง บิดาแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนได้เคยเปรียบเทียบทรัพยากรธาตุหายากของจีนกับทรัพยากรน้ำมันของกลุ่มโอเปก
โอเปก มิได้ใช้น้ำมันเป็นเครื่องข่มขู่อย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้เป็นเพียงต่อรองฉันใด จีนก็อาจปฏิบัติเช่นนั้นเช่นกัน
แต่ประจวบเหมาะกับที่จีนกำลังเผชิญกับ “การคุกคาม” รอบด้านพอดี ธาตุหายากจึงกลายเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้หรือต่อรองประเทศคู่กรณีอยู่กลายๆ แต่มิได้ร้ายแรงนัก
ญี่ปุ่นได้กลายเป็นเหยื่อรายแรกของการปิดกั้นการเข้าถึงธาตุนี้ ที่เยอรมนีเริ่มมีเสียงโอดครวญจากอุตสาหกรรมรถยนต์ถึงปริมาณในตลาดที่ลดลงและราคาที่สูงขึ้น ฝ่ายออสเตรเลียอาจตกเป็นเหยื่อในเงื้อมมือจีน ในฐานะที่ต่อต้านการฮุบเหมืองแร่ธาตุหายากโดยบริษัทจากแดนมังกร
แต่ที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือ สหรัฐกับชาติอุตสาหกรรมที่เหลือ
ไม่ว่าการทำราคาอย่างต่อเนื่องของธาตุหายากจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่แตกหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงที่จะยังไม่เปลี่ยนไป ก็คือ จีนคือผู้กุมสัดส่วนเกือบทั้งหมดของธาตุหายาก และในอนาคตแร่ชนิดนี้จะเหลืออยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย จนราคาถีบตัวขึ้นอย่างแท้จริงตามกลไกราคา
แม้ฟองสบู่ธาตุหายากจะแตกโพละ แต่จีนจะไม่สะท้านสะเทือนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามประเทศที่ต้องพึ่งพาธาตุหายากอาจต้องกระอักไปตามๆ กัน







