posttoday
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

27 ตุลาคม 2553

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เขียนได้เขียนไว้ในฉบับที่แล้ว เรื่องระบบแมดดริกว่าเป็นเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายค้าหรือ “ยี่ห้อ” ระหว่างประเทศ แต่ไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก แต่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก และประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกระบบแมดดริกได้จะต้องเข้าเป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยทรัพย์สินอุตสาหกรรมก่อน เปรียบเสมือนจะเดินเข้าประตูบ้าน จะเลือกประตูซ้าย ประตูขวา หรือประตูกลาง ก็ต้องขึ้นบันไดไปก่อนสัก 2 ขั้น จะก้าวกระโดดไปเลยทีเดียวไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกทั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยทรัพย์สินอุตสาหกรรมแล้ว แต่ฉบับที่แล้วผู้เขียนยังไม่ได้สาธยายว่าทั้งสองเรื่องนั้นคืออะไร เพราะเกรงว่า ถ้าเฉไฉไปสองเรื่องนี้อีกก็ไม่จบเรื่องระบบแมดดริก วันนี้เลยคิดว่าน่าจะกลับมาคุยเรื่ององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกกันสักหน่อย แล้วเรื่องอนุสัญญากรุงปารีสก็จะได้เป็นเรื่องต่อไป

ที่จริงองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือที่เรียกกันว่า “ไวโป” (WIPO : World Intellectual Property Organization) นั้นมีมานานแล้ว มีมาก่อนองค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) เสียอีก คือมีการลงนามในสนธิสัญญาจัดตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และมีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2513 แต่คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักองค์การการค้าโลกกันมากกว่า เพราะเผอิญเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีคนไทยที่ชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ไปลงแข่งเป็นเลขาธิการองค์การการค้าโลกกับเขาแถมแข่งกับใครไม่แข่ง ไปแข่งกับคนที่สหรัฐหนุนหลังอยู่ คนไทยก็เลยของขึ้นกันเป็นแถว แล้วก็เลยได้รู้จักองค์กรระหว่างประเทศขึ้นมา 1 องค์กร

ส่วนองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO เขาก็มีการเลือกผู้อำนวยการใหญ่เหมือนๆ กับองค์การการค้าโลก และที่จริงก็เพิ่งจะเลือกเสร็จสิ้นไปเมื่อเกือบ 2 ปีมานี้เอง เป็นคนออสเตรเลียที่รู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดี เคยเป็นรองผู้อำนวยการใหญ่มาก่อน มีการสมัคร และช่วงชิงกันเช่นเดียวกับเลขาธิการองค์การการค้าโลก แต่ไม่รุนแรงเท่า เพราะความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นก่อนหน้าเมื่อมีการกดดันให้ผู้อำนวยการใหญ่คนเก่าซึ่งมาจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุดให้ออกไป เนื่องจากพูดกันว่ามีปัญหาด้านการบริหาร และความประพฤติ แต่เขาไม่ใช่คนในแถบบ้านเรา ความสนใจก็เลยไม่ค่อยมีกัน ยกเว้นจะเป็นคนในวงการจริงๆ

ความแตกต่างของ WIPO จาก WTO ก็คือ WIPO เป็นองค์กรระหว่างประเทศภายใต้องค์การสหประชาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 184 ประเทศ และผ่านองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ รวมถึงองค์การการค้าโลกด้วย โดย WIPO มีความตกลงระหว่างประเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 24 ฉบับ ซึ่งน้อยกว่า WTO มาก แต่กลับเป็นองค์กรที่มีรายได้สูงมากเมื่อเทียบกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ เพราะเป็นองค์กรที่หารายได้ได้ด้วยตัวเอง โดยการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้าภายใต้ระบบแมดดริก หรือสิทธิบัตรภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT : Patent Cooperation Council) พูดง่ายๆ ก็คือนับเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่รวยที่สุด ซึ่งก็น่าจะเหมือนๆ กับหน่วยงานทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่างๆ ที่สามารถหารายได้ให้ตัวเองได้จนออกจากระบบราชการมาเป็นองค์กรเอกเทศกันเป็นแถว แต่เรื่องนี้คงจะต้องอธิบายกันอีกยาว กลับมาดูหน้าที่ความรับผิดชอบของ WIPO กันก่อนดีกว่า

หน้าที่โดยสรุปของ WIPO ก็คือ ส่งเสริมการพัฒนาแนวทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบกฎหมายสากล รวมทั้งให้มีการลงนามในความตกลงระหว่างประเทศฉบับต่างๆ เพื่อให้มีการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการตามภาระผูกพันของความตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และระบบการจดทะเบียนระหว่างประเทศ รวมถึงการประกาศโฆษณาข้อมูลการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนเสนอให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ทางด้านกฎหมายและวิชาการในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ประมวลและเผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มีการจัดตั้งสถานศึกษา และส่งเสริมการศึกษาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เรียกว่า WIPO Academy และจัดพิมพ์ข้อมูลการศึกษาต่างๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ระยะหลัง WIPO ได้หันมาให้ความสำคัญกับประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เนื่องจากถูกต่อว่าจากสมาชิกประเทศกำลังพัฒนาว่า มุ่งแต่เรื่องการให้ความปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของประเทศพัฒนาแล้ว WIPO ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศภายใต้องค์การสหประชาชาติ จึงต้องหันมาส่งเสริมให้เกิดความสมดุลในระบบทรัพย์สินทางปัญญา กับการดำเนินการให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเจรจาผลักดันในเวทีของ WIPO อยู่ในขณะนี้จึงมีอยู่หลายเรื่อง เช่น การนำเอาหลักการสำคัญบางประการที่ตกลงกันแล้ว ในการประชุมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมาไว้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรทางชีวภาพ และศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในประเทศกำลังพัฒนา (Traditional Knowledge, Genetic Resource and Folklore) ว่าจะให้แบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร ในกรณีที่ประเทศพัฒนาแล้วนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือทรัพยากรชีวภาพของประเทศกำลังพัฒนาไปวิจัย และพัฒนาจนได้ผลที่มีค่ามหาศาล และยังได้รับการคุ้มครองในกรอบของทรัพย์สินทางปัญญาไปอีกหลายๆ ปี ประเทศพัฒนาแล้วควรจะแจ้งแหล่งที่มา ควรมีการขออนุญาตเจ้าของเขา แล้วก็แบ่งปันผลประโยชน์กับเจ้าของเขาไหม สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เจรจากันใน WIPO ด้วย แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้

สำหรับประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก WIPO มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2532 และเข้าร่วมประชุมในเรื่องสำคัญๆ เป็นประจำ รวมถึงได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ การฝึกอบรม และข้อมูลสถิติต่างๆ จาก WIPO ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ไทยยังเข้าเป็นสมาชิกบางความตกลงภายใต้ WIPO เช่น อนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยทรัพย์สินอุตสาหกรรม และสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนขอไปพูดถึงในคราวหน้า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน