
เศรษฐกิจสำลักน้ำ
กว่า 15 วันแล้วที่หลายจังหวัดในประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม และยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายขึ้น หลายพื้นที่น้ำท่วมยังไม่ยอมลด และจังหวัดที่น้ำยังไม่ท่วมก็ต้องลุ้นระทึกว่าจะมีน้ำไหลทะลักเข้ามาท่วมในวันไหน
กว่า 15 วันแล้วที่หลายจังหวัดในประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม และยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายขึ้น หลายพื้นที่น้ำท่วมยังไม่ยอมลด และจังหวัดที่น้ำยังไม่ท่วมก็ต้องลุ้นระทึกว่าจะมีน้ำไหลทะลักเข้ามาท่วมในวันไหน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
กว่า 15 วันแล้วที่หลายจังหวัดในประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม และยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายขึ้น หลายพื้นที่น้ำท่วมยังไม่ยอมลด และจังหวัดที่น้ำยังไม่ท่วมก็ต้องลุ้นระทึกว่าจะมีน้ำไหลทะลักเข้ามาท่วมในวันไหน
วิกฤตจากน้ำรอบนี้ แม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังออกมายอมรับว่า น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากสุดในรอบ 50 ปี และได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ จนต้องตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ขึ้นมาช่วยเหลือผู้ที่รับความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน
เพราะปริมาณน้ำที่ทะลักท่วมนั้นมากมายเกินกว่าที่เขื่อนกั้นน้ำ และพื้นที่ลุ่มจะรองรับได้ จนต้องระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำสายรอง แต่กระนั้นก็นำมาซึ่งปรากฏการณ์น้ำท่วมกระจายครอบคลุมไปทั่วไทย
ขนาดที่โคราชดินแดนราบสูงซึ่งไม่เคยปรากฏว่าจะมีน้ำท่วมเมืองยังจมอยู่ในบาดาล
ปริมาณน้ำที่ทะลักมากมายและท่วมขังยาวนานได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล หัวรถจักรของเศรษฐกิจไทยที่วิ่งฉิวอยู่เกิดการชอร์ตชะงักงันไปทันที
ธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สวมวิญญาณนักเศรษฐศาสตร์ปืนไว ออกมายิงเปรี้ยงทันทีว่า น้ำท่วมครานี้ได้พัดพาเศรษฐกิจไทยให้หายไป 0.7%
ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ก็ออกมาประเมินว่า หากไทยเจอน้ำท่วมเป็นเวลานานๆ เห็นทีเศรษฐกิจไทยจะละลายแม่น้ำหายไปไม่น้อยกว่า 2% หรือมากกว่านั้น หากปัญหาน้ำท่วมยืดเยื้อเป็นเดือนๆ
ต้องยอมรับว่า การออกมาประเมินดังกล่าวไม่ได้เกินกว่าความเป็นจริง เพราะสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ออกมาประเมินตัวเลขการส่งออกภาคการเกษตร ที่เจอน้ำท่วมนาหลายสิบจังหวัดอาจส่งผลให้การขยายตัวของภาคนี้ไม่โตเลย หรือขยายตัวได้ 0%
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ทำให้ผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมา ในเมื่อภาคการเกษตรเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เมื่อน้ำท่วมนา ท่วมไร่ รายได้ก็หดหาย คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ไม่มีเงินประทังชีวิต ทำให้การบริโภคในประเทศที่ตีคู่มากับการส่งออกในรอบ 910 เดือนที่ผ่านมาต้องสะดุด จากที่ก่อนหน้ากำลังขยายตัวได้ในระดับที่ดีมากๆ
เมื่อการบริโภคชะลอ ย่อมส่งผลกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจชนิดหนีไม่พ้น เพราะเป็น 1 ใน 4 เครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย
ส่วนเครื่องยนต์อีก 3 ตัว ไม่ว่าจะการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งส่งออก ก็เจอพิษน้ำท่วมหัวจนพากันหายใจติดๆ ขัดๆ ไปตามๆ กัน
เรียกว่าน้ำมาพาเศรษฐกิจสำลักกันถ้วนทั่ว
ในส่วนของการลงทุนภาครัฐ น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางโครงการไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะโครงการระยะสั้น การสร้างถนนไร้ฝุ่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน ที่มีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านบาท และต้องเบิกจ่ายให้ทันภายในปีนี้ต้องสะดุด และอาจส่งผลร้ายรุนแรงถึงขนาดเบิกไม่ทันต้องพับโครงการไปเลยทีเดียว
การลงทุนภาคเอกชน แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้กระทบมาก แต่เมื่อน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ ไม่ยอมลดลง และปริมาณน้ำท่วมเพิ่มขึ้นขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางคมนาคมสัญจรติดขัด ก็ย่อมส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิตไปด้วย
เพราะวัตถุดิบ สินค้าจากการเกษตรย่อมขาดแคลน การขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน และขนสินค้าออกจากโรงงานออกมาขายไม่ได้ ทำให้เริ่มเกิดภาวะวัตถุดิบราคาแพง
หากลงลึกเป็นรายภาคอุตสาหกรรม ก็จะพบว่าไม่ช้านานก็เริ่มจับไข้น้ำท่วม
ภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าน้ำไม่ได้ท่วมโครงการที่ก่อสร้าง แต่การที่เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณหดตัวจากน้ำท่วม กำลังซื้อหดหาย ทำให้คนชะลอการตัดสินใจซื้อ การขายบ้านปิดโครงการต้องล่าช้าออกไป รายได้ก็ไม่เข้าเป้าตามที่ตั้งเป้าไว้
ภาคการท่องเที่ยวก็คงหนีไม่พ้น ยิ่งเป็นช่วงเข้าฤดูกาลท่องเที่ยว ท้องฟ้าที่เริ่มแจ่ม อากาศหนาวกำลังโชยมา ปกติแล้วนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศควักเงินในกระเป๋าออกเดินทางเที่ยวไทย แต่พอมาเจอน้ำท่วม ทำให้หลายคนชะงักเท้าหยุด กลัวการเดินทางต้องสะดุด เที่ยวได้ไม่คุ้มค่าเงิน จึงพับแผนเที่ยวไทยออกไปก่อน
เห็นได้ชัดจากหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา ก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากหวั่นน้ำท่วมที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง ผู้คนไม่อยากเดินทางเพราะเป็นห่วงบ้านจะเจอน้ำท่วม
แม้แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังไม่วายโดนน้ำกัดไปด้วย เพราะขายไม่ได้ ยอดขายตรงขายไม่ออก
คนในระดับรากหญ้าออกเร่ขายหวยยังต้องซึมเศร้า เพราะติดน้ำมารับหวยไปขายหารายได้เสริมไม่ได้
จะเห็นว่าน้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงสร้างปัญหาวงกว้างทั้งสังคม
ที่สำคัญด้านเศรษฐกิจที่โดนพิษตั้งแต่ภาพใหญ่ ไปจนถึงคนในรากหญ้า
ถึงแม้ว่าภาครัฐจะระดมกำลังคนและกำลังเงิน เร่งฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจไปนานจนเป็นโรคร้าย และจะได้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหาย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความช่วยเหลือก็แหวกน้ำท่วมไปได้ยากเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่จังหวัดไหนใช้เกิน 50 ล้านบาท ให้มาขอเงินจากกระทรวงการคลังเพิ่มได้อีก 200 ล้านบาท จากกรมบัญชีกลาง และเบิกได้อีก 500 ล้านบาท โดยให้อำนาจปลัดกระทรวงการคลัง
แต่ที่ผ่านมามีไม่กี่จังหวัดที่ขอเงินเพิ่ม เพราะไม่รู้ว่าจะขอเงินไปทำไมในช่วงนี้ เพราะมีเงิน แต่หาซื้อของไม่ได้ เพราะทุกพื้นที่ต่างจมอยู่ในน้ำเหมือนกัน
ครั้นจะพึ่งมาตรการทางการเงิน ที่ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เรียกแบงก์รัฐทั้งหมดมาจับเข่าหามาตรการโถมช่วยผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทั้งยกหนี้ เว้นดอกเบี้ย ขยายเวลา ให้กู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อให้นำไปฟื้นฟูทรัพย์สินและกิจการ แต่มาตรการก็ได้แต่แต่งตัวรอ ยังขยับเดินหน้าปฏิบัติไม่ได้
เพราะทั้งคนให้และคนขอกู้ยังติดอยู่กลางน้ำ ขยับตัวไปไหนไม่ได้
โดยเรื่องนี้ โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ บอกว่า มาตรการช่วยผู้ประกอบการเตรียมไว้แล้ว แต่เงื่อนไขรายละเอียดคงต้องรอน้ำแห้ง เพื่อประเมินความเสียหายและความต้องการของลูกค้าที่แท้จริงว่าต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไรบ้าง
แน่นอนว่า การไม่สามารถแหวกน้ำขนมาตรการออกไปช่วยคนน้ำท่วมได้ ทำให้กระทรวงการคลังนั่งไม่ติด ต้องนั่งปั่นมาตรการช่วยเหลือชุดใหม่ เพื่อให้เกิดผลจริงจังมากกว่านี้
แม้ว่าน้ำยังไม่ลดก็ตาม โดยเตรียมชงมาตรการแก้ไขให้ รมว.คลัง พิจารณาในสัปดาห์หน้า
เหตุที่ต้องเร่งทำ เพราะที่ผ่านมาเริ่มมีเสียงบ่นจากชาวบ้านว่าความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง
กรณีการแก้หนี้นอกระบบก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะน้ำท่วม เจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านบางรายต้องยอมหันหน้ากลับไปกู้นอกระบบมาประทังชีวิตอีกครั้ง
จะเห็นได้ว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจติดล็อก ขยับไปไหนไม่ได้
ยิ่งนานวันเศรษฐกิจยิ่งลอยหายไปตามกระแสน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้โอกาสของเศรษฐกิจในสิ้นปีนี้จะยืนอยู่ที่ 7-7.5% ดูจะเป็นไปได้ยากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ ยิ่งวิกฤตน้ำท่วมบานปลายขยายพื้นที่มากขึ้น ท่วมเป็นเวลานาน การแก้ไขเข้าไปไม่ถึง ก็จะทำให้ลามไปถึงเศรษฐกิจปีหน้า ที่อาจจะโตได้ไม่ถึง 4-5% ซึ่งจะเกิดปัญหาว่างงานตามมาหลอกหลอนรัฐบาลได้
กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประเมินว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2553 ราว 0.4-1.0% และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2553 ให้เติบโตลดลงเหลือ 6.8% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 7% ย่อมสะท้อนได้ว่าพิษน้ำท่วมนั้นกัดกินคนไทยไปทั่ว
จะว่าไปแล้ว เศรษฐกิจในปี 2553 ที่เริ่มต้นปีมาอย่างสวยงามขยายตัวได้ถึง 10.6% แต่ก็ต้องมาเจอมรสุมค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 9% ทำส่งออกกระเทือนไปด้วย ซึ่งหากคิดตามโมเดลของกระทรวงการคลังที่การแข็งค่าเงินบาททุก 1% ทำให้เศรษฐกิจหดหายไป 0.3% เท่ากับว่าเศรษฐกิจหายไปแล้ว 2.7%
ขณะที่ปัญหาการเมืองก็ยังเป็นมะเร็งร้าย ไม่ว่ารัฐบาลที่ไม่เข้มแข็ง มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ฝ่ายค้านที่ตั้งท่าตีรวนทั้งในและนอกสภา ปัญหายุบพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งนั้น
เมื่อมาเจอะเจอปัญหาเงินเฟ้อสูง ก็เริ่มเป็นเงามืดมาขย่มขวัญเศรษฐกิจไทยให้หายใจได้ไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องมาเจอภัยธรรมชาติที่รุนแรงในรอบครึ่งศตวรรษเข้าอีกขนาน สะเทือนไปทั้งการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลหวังใช้เป็นก๊อกสองปั๊มเศรษฐกิจไทย ต้องมาอ่อนแรงลง เพราะพิษน้ำท่วม
เศรษฐกิจไทยขณะนี้ที่อยู่ในภาวะบอบช้ำไปทั้งตัว เพราะกระแสน้ำท่วมมาเร็ว มาแรง และอยู่นาน จนรัฐบาลตั้งกระบวนท่ารับไม่ทันจริงๆ
ลำพังช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม รัฐบาลก็รับมือแทบไม่ไหวและยังไม่ทั่วถึงจนร้องกันอึงมี่ไปทั้งเมือง
เรื่องเศรษฐกิจที่ได้รับผลสะท้อนตอนนี้จึงเป็นเรื่องรองที่ต้องมาหาทางแก้กันตอนหลัง จึงบอบช้ำ สำลักน้ำท่วมกันอย่างไม่มีทางเลือก







