
คงความมั่งคั่ง
......พิชัย นริพทะพันธุ์
นอกจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากในปัจจุบันแล้ว ผู้เขียนอยากขอเสนอในเรื่องการให้มีการรักษาความมั่งคั่งของประเทศ โดยให้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองเงินทุนสำรองของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในปัจจุบันประเทศไทยมีเงินทุนสำรองต่างประเทศเป็นมูลค่าถึงกว่า 1.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นอันดับ 12 ของประเทศที่มีเงินทุนสำรองต่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยอันดับ 1 คือ ประเทศจีนที่มีถึง 2.55 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 2 คือ ญี่ปุ่นที่มี 1.05 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และไต้หวัน ตามลำดับ โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยตามสิงคโปร์ที่อยู่อันดับ 10 ที่มีเงินทุนสำรอง 2.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในอันดับ 10 ประเทศ ที่มีเงินทุนสำรองต่างประเทศมากที่สุด อยู่ในทวีปเอเชียถึง 7 ประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความมั่งคั่งของโลกถูกสะสมอยู่ในประเทศในแถบเอเชียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เงินสกุลหยวนของจีนแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยพร้อมที่จะมาทดแทนเงินสกุลเหรียญสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามการที่แบงก์ชาติของประเทศมาเลเซียได้เข้าซื้อพันธบัตรของประเทศจีนในรูปเงินหยวน นับเป็นการดำเนินการที่ชาญฉลาด เพราะแนวโน้มที่ค่าเงินหยวนจะมีมูลค่ามากขึ้นมีมากกว่าแนวโน้มที่จะมีค่าลดลงมาก ซึ่งต่างกับมูลค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่แนวโน้มน่าจะลดค่าลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นหากประเทศจีนจะได้ออกพันธบัตรในรูปเงินหยวนอีกในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยก็น่าที่จะตัดสินใจเข้าซื้อพันธบัตรดังกล่าวบ้าง
การผันผวนของระบบการเงินโลก ทองคำจะเพิ่มบทบาทในการรักษาความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งก็ปรากฏว่ามูลค่าทองคำได้ขยับตัวเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มค่าขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันราคาทองได้พุ่งเกือบถึง 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์แล้ว โดยที่หากเงินบาทไม่ได้แข็งค่าเหมือนในปัจจุบัน ราคาทองคำจะมีมูลค่าสูงกว่าบาทละ 2.3 หมื่นบาท นอกจากทองคำแล้ว ถ้าหากได้ศึกษาจากประเทศจีน จะพบว่าจีนได้นำเงินทุนสำรองที่มีจำนวนมหาศาลไปซื้อบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก โดยจะเห็นว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเหรียญสหรัฐมีค่าลดลง ซึ่งจะทำให้รักษามูลค่าไว้ได้ อีกทั้งความจำเป็นในการใช้พลังงานของประเทศจะยังต้องมีอยู่
เรื่องการกระจายความเสี่ยงในการรักษาความมั่งคั่งนี้ ไม่แน่ใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้มีการปรับสัดส่วนการถือครองของเงินทุนสำรองต่างประเทศตามที่ได้แนะนำหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นไปตามนโยบายที่ท่านอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่เพิ่งเกษียณไปพูดไว้ ว่าแบงก์ชาติต้อง Conservative ก็น่าจะแปลว่ายังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก จึงอยากฝากให้ท่านผู้ว่าการคนใหม่ ได้พิจารณาอย่างจริงจัง
แต่สิ่งที่ผู้เขียนเรียกร้อง คือ การห้ามไม่ให้มีการส่งสินแร่ทองคำออกนอกประเทศ โดยให้มีการถลุงแร่ทองคำภายในประเทศและใช้เป็นทุนสำรอง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกมาประกาศว่า ประเทศไทยมีแหล่งแร่ทองคำใน 31 จังหวัด มีจำนวนถึงกว่า 600 ตัน ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าเป็นเงินไทยถึงกว่า 7 แสนล้านบาท โดยที่ยังไม่ได้มีการขุดขึ้นมาทั้งหมด แต่ก็จะมีการอนุญาตให้ขุดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังสุดนี้ได้มีการนำเรื่องการทำเหมืองแร่ทองคำออกจาก 18 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำเหมืองแร่ทองคำมีการนำไซยาไนด์เข้ามาใช้ในขั้นตอนการทำเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ การที่แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทยเป็นการกระจายของแหล่งทองบนพื้นผิวดิน ทำให้การทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทยต้องขุดหน้าดินออกหมด ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมของพื้นผิวดินเป็นบริเวณกว้างหลังจากการขุดแล้ว พื้นดินจะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้อีกเลย และจากการตรวจสอบปรากฏว่าบริษัทที่มาลงทุนสำรวจและขุดแร่ทองคำในประเทศไทยที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ปรากฏว่ามีกำไรจากการขุดทองในประเทศไทยสูงมาก
ดังนั้น จึงอยากให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวและเร่งให้เกิดการปฏิบัติ ถ้าไม่อยากให้โดนตำหนิว่า หารายได้ไม่เป็น ดีแต่กู้ แถมยังรักษาสมบัติไว้ไม่ได้อีก







