
ศาลจำคุกเปมิกา54เดือนฉ้อโกงหมอเผ่า
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเปมิกา 54 เดือน ฐานฉ้อโกง นพ.ประกิตเผ่ารวมมูลค่า9.6ล้านบาท พร้อมให้ร่วมกับพวกอีก 3 คืนเงินชดใช้ครอบครัวนพ.ประกิตเผ่า 8 ล้านบาท
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเปมิกา 54 เดือน ฐานฉ้อโกง นพ.ประกิตเผ่ารวมมูลค่า9.6ล้านบาท พร้อมให้ร่วมกับพวกอีก 3 คืนเงินชดใช้ครอบครัวนพ.ประกิตเผ่า 8 ล้านบาท
ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีดำที่ อ.4543/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ รศ.เพลินจิต ทมทิตชงค์ มารดา ของ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้เสียหายที่ 1 เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ ฟิสิกส์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวเปมิกา หรือ ศิวพร หรือ สิริรัษสิริ หรือ อุ๋ย วีรชัชรักษิต หรือ เหลืองเรณูกุล อายุ 28 ปี พร้อมพวกรวม 4 คนร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342, 83, 81 โดยฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 20 ส.ค.50 ระบุความผิดสรุปว่า
เมื่อเดือน ต.ค.49 - ก.พ.50 นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนแอแห่งจิต มีความผิดปกติทางด้านภาวะจิตใจ เป็นโรคจิตอารมณ์แปรปรวน มีความหลงผิดแยกไม่ได้ว่าข้อมูลใดเป็นจริงข้อมูลใดเป็นเท็จ ขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้อื่นชักจูง ได้หลงเชื่อตามคำหลอกลวง และการสร้างสถานการณ์ของจำเลยทั้งสี่ โดยเข้าใจว่า สามารถนั่งสมาธิจนสำเร็จญาณขั้นสูง สามารถระลึกชาติ ถอดจิตได้ มีอำนาจจิตที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถจะทำได้
นอกจากนี้ยังเชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีความสามารถนั่งสมาธิจนสามารถเข้าสู่ฌาน และสามารถระลึกชาติได้เช่นกัน โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันสร้างสถานการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน 99 ภพชาติที่ผ่านมามี หนี้กรรมต้องชดใช้ในชาตินี้ จึงขอให้ผู้เสียหายซื้อรถยนต์โตโยต้าคัมรี่ สีดำ มูลค่า 1,569,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และมอบเงินจำนวน 980,000 บาท เพื่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียน สห-9999
รวมทั้งซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ และทรัพย์สินอื่นรวม 10 รายการ มูลค่า 9,658,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน, แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ตำบลงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี, ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกี่ยวพันกัน โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พยานเบิกความถึงการเปลี่ยนแปลงของ นพ.ประกิตเผ่าทางด้านจิตหมกมุ่นนั่งสมาธิและถอนจิตไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ และมีอาการหวาดระแวง ว่า จะมีผู้อื่นมาทำร้ายจนมารดา และพี่ชาย เกรงว่า จะเกิดอันตราย จึงต้องวางแผนนำ นพ.ประกิตเผ่าเข้ารักษาที่ รพ.ศรีธัญญา อันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันสร้างสถานการณ์จนได้ทรัพย์สินไปมูลค่า 9 ล้านบาทเศษ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นรายได้ส่วนกลางของครอบครัวที่ได้มาจากสถาบันกวดวิชา
นอกจากนี้ โจทก์ยังมีแพยท์จากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ผู้ให้การรักษา เบิกความสอดคล้องกับพยานข้างต้น ว่า ได้เริ่มรักษา นพ.ประกิตเผ่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2550 โดยมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบว่าเป็นโรคอารมณ์ 2 ขั้ว คิดว่า ตัวเองเป็นผู้วิเศษ ถ้าได้รับการกระตุ้นจากภายนอกแล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่งก็จะกลายเป็นโรคจิต
ศาลเห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดจะสังเกตอาการผิดปกติได้ดี และอาการดังกล่าวมีผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน หากนพ.ประกิตเผ่า ไม่มีอาการดังกล่าว ก็ไม่น่าจะมาเบิกความทำให้เสื่อมเสีย ส่วนพยานที่เป็นแพทย์ก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ความ และไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่า เบิกความไปตามขั้นตอนการรักษา จึงไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย
ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า หลังจากจำเลยทั้ง 4 ได้รู้จัก และทราบว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีความเชื่อในพุทธศาสนา จึงร่วมกันสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายที่ 1 เชื่อว่า เป็นผู้วิเศษ เป็นขุนศึกพระนเรศวร อดีตชาติเคยเป็นสามีภรรยา 99 ภพ ผู้เสียหายที่ 1 เคยเผาบ้านของจำเลยที่ 1 มีภาระที่จะต้องชดใช้ทรัพย์สินคืนเพื่อให้บรรลุโสดาบัน และผู้เสียหายที่ 1 กำลังถูกปองร้ายจึงต้องจ้างผู้มารักษาความปลอดภัย
ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่เคยสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน ที่ผู้เสียหายที่ 1 มอบให้นั้นมอบให้ด้วยความเสน่หาในลักษณะชู้สาวที่พัฒนามาจากความรักนั้น หากเป็นเรื่องจริงจำเลยที่ 1 น่าจะมีพยานหลักฐานมายืนยัน เห็นว่า เป็นการเบิกความลอยๆ ซึ่งจำเลยทั้ง 4 เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่างๆ นั้นไม่มีอยู่จริง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อเอาทรัพย์สินผู้อื่น
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ทำให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 รวม 7 รายการ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ม.341 ประกอบ ม.30 แต่ไม่ผิดฐานฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอเพราะผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้มีอาการผิดปกติมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการหลอกลวงโดยการสร้างสถานการณ์
ส่วนจำเลยที่ 2-4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดหรือไม่เห็นว่าจากพยานหลักฐานที่นำสืบไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2-4 ได้รับทรัพย์สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับจากผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2-4 เป็นการร่วมการอาศัยความเชื่อสร้างสถานการณ์ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อ จึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวก ไม่ใช่การแบ่งหน้าที่กันทำเสมือนเป็นตัวการร่วม จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกง 7 กระทงๆละ 6 เดือน ฐานพยายามฉ้อโกง 3 กระทงๆละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 54 เดือน ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2-4 ฐานสนับสนุนให้ฉ้อโกง 7 กระทงๆ ละ 4 เดือน ปรับกระทงละ 3,000 บาท ฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฉ้อโกง 3 กระทงๆ ละ 2 เดือน 20 วัน ปรับกระทงละ 2,000 บาท
รวมจำคุกจำเลยที่ 2-4 เป็นเวลาคนละ 34 เดือน 60 วัน ปรับคนละ 27,000 บาท แต่จำเลยที่ 2-4 ประกอบอาชีพการงานมั่นคงและไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน พฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุนโทษจำคุก จึงให้รอลงอาญาไว้กระทงละ 2 ปี และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันคืนทรัพย์สินจำนวน 8,035,387 บาท คืนให้กับโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย







