
วิกฤตในวิกฤต
....สันทัด กรณี
วันก่อน เสธ.หนั่น รองนายกรัฐมนตรี เพิ่งคุยฟุ้งว่าวิกฤตการณ์น้ำท่วมถล่มไทยมีส่วนทำให้หลายฝ่ายผนึกกำลังหันหน้าเข้ามาปรองดอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ฉกฉวยโอกาส หรือสร้างสถานการณ์ความแตกแยกบนความทุกข์ร้อนของประชาชน
ขณะเดียวกันก็หยอดคำหวาน ชมนายกฯ อภิสิทธิ์ และชาวคณะ ที่ดั้นด้นไปให้กำลังใจผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างไม่มีปัญหา
เรียกได้ว่าเป็นภาพที่น่าปลื้มใจ ไม่มีม็อบเย้วๆ มาขับไล่ปาไข่ปาอึใส่นายกฯ พูดง่ายๆ ก็คือ ปัญหาน้ำท่วมก็ยังพอมีแง่มุมดีๆ ที่ทำให้คนต่างสีเสื้อหยุดทะเลาะกันไปชั่วคราว
พูดยังไม่ทันขาดคำ พระเอกลิเกโรงเก่าก็ออกมารำดาบ ฟันฉับๆ ไม่ยั้ง อาศัยจังหวะนี้เปิดฉากปะฉะดะแบบรายวันเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
“
เด็จพี่” จวกแหลก รัฐบาลอืดอาด ล่าช้า ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับท้องถิ่น มีการเล่นตุกติก แอบกักตุนสิ่งของบริจาคไว้กับหัวคะแนนของพรรคพวกเดียวกันเอง เพื่อเตรียมนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านหวังสร้างหนี้บุญคุณแต่ทุกอย่างที่ว่ามานั้นเป็นปัญหาของบรรดาพวกท่านนักการเมืองเองล้วนๆ ไม่ใช่ปัญหาของชาวบ้านตาดำๆ เลยสักนิด
เป็นความจริงส่วนหนึ่งที่ว่า นายกฯ มาร์ค ออกตัวช้า และอืดอาดเกินไป น้ำท่วมถล่มโคราชมากว่า 2 สัปดาห์ เตรียมจ่อทะลักท่วมกรุงอยู่รอมร่อ นายกฯเพิ่งแคะขี้หูขี้ตาตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำท่วมเป็นการใหญ่
ไม่รู้ว่าเมื่อตั้งศูนย์แก้ไขน้ำท่วมขึ้นมาแล้วจะกลบเสียงโห่ทันหรือไม่ แต่สิ่งที่ฟังแล้ว
“ตาลุกวาว” ก็คือ ตัวเลขเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เดิมจะมอบให้จังหวัดละ 50 ล้านบาท เพิ่มเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท ยังไม่นับเงินบริจาคที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทางว่าจะมีการบริหารจัดการกันอย่างไรหลังจากนี้แหละที่ต้องจับตากันว่า พายุลูกใหญ่จะพัดถล่มเม็ดเงินก้อนนี้หรือไม่ หรือจะไปตกหล่นอยู่ในกระเป๋าใครบ้างก็ไม่อาจคาดเดา และจะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายมากกว่าเดิมหรือไม่
จำได้รางๆ ว่า เรื่องทำนองนี้อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ประมาณว่า หากเปรียบเทียบเหตุการณ์พายุเฮอริเคน
“คาทรินา” ซัดถล่มสหรัฐ ในช่วงแรกที่ความช่วยเหลือจากทางการยังเข้าไม่ถึงนั้น ส่งผลให้ประชาชนผู้ประสบภัยออกปล้นสะดมกันเองอย่างบ้าคลั่ง ต่อเมื่อรัฐเข้าช่วยเหลือเยียวยาได้แล้ว ปัญหาภายในจึงเริ่มสงบลงต่างกับเหตุการณ์
“สึนามิ” ของไทย ซึ่งในระยะแรกๆ ชาวบ้านยังพอช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ตามมีตามเกิด แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่เมื่อบรรดาความช่วยเหลือและความหวังดีต่างๆ เข้าไปถึงพื้นที่ สิ่งที่ตามมากลับกลายเป็นความปั่นป่วนชุลมุนยิ่งกว่าเดิมยิ่งหากมีการนำเอาเรื่องการเมือง การหาเสียง และคะแนนนิยม ไปผูกโยงอยู่กับความเดือดร้อนของประชาชน ย่อมหาความจริงใจในการแก้ปัญหาไม่ได้
เวลานี้ชาวบ้านหลายจังหวัดเครียดจากปัญหาน้ำท่วมมากพอแล้ว หากปล่อยให้มีเรื่องสกปรกเกิดขึ้นอีกอาจเครียดหนักยิ่งกว่าเดิม







