
ย้อนรอยกทม.เมืองบาดาล
ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกทม.ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กว่า 200 ปีที่แล้ว กทม.ก็เคยอยู่ในสภาพของการเป็นเมืองบาดาลที่สำคัญ 5 ครั้งด้วยกัน....
ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกทม.ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กว่า 200 ปีที่แล้ว กทม.ก็เคยอยู่ในสภาพของการเป็นเมืองบาดาลที่สำคัญ 5 ครั้งด้วยกัน....
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมของประเทศไทยในปีนี้หนักหนาสาหัสในรอบหลายปี มีการสูญเสียในทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ยังไม่นับความเสียหายด้านสภาพจิตใจที่ไม่สามารประเมินค่าได้อีกมาก และในช่วงระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค.จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงที่สุดอีกด้วยตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภาวะน้ำทะเลหนุนสูงนี้เองที่ทำให้เป็นที่กังวลของหลายฝ่ายว่ากทม.ในฐานะพื้นที่รองรับน้ำจากทางตอนเหนือของประเทศจะเจอกับสภาวะน้ำท่วมครั้งร้ายแรง ทำให้ตอนนี้ภาครัฐเร่งหาแนวทางป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ถ้ายังจำกันได้กทม.เคยเจอกับภาวะน้ำท่วมรุนแรงหลายครั้ง
พ.ศ. 2526 มีสาเหตุจากพายุพัดผ่านภาคเหนือ-ภาคกลางและกทม.นานกว่า 4 เดือน ตามมาด้วย พ.ศ. 2538 ในช่วงที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังเป็นผู้ว่าฯกทม. น้ำเหนือจากจ.อยุธยา ปทุมธานี หมู่บ้าน white house ตอนเหนือไหลเข้าท่วมกทม.ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม 2 เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นที่จำกันได้พอสมควรเพราะเพิ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนี้ แต่ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกทม.ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กว่า 200 ปีที่แล้ว กทม.ก็เคยอยู่ในสภาพของการเป็นเมืองบาดาลที่สำคัญ 5 ครั้งด้วยกัน
ครั้งที่ 1 เดือนธ.ค. พ.ศ.2328 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) วัดระดับที่สนามหลวงได้ถึง 4 เมตรครึ่ง ส่วนในพระบรมมหาราชวังปรากฎว่าน้ำท่วมพื้นท้องพระโรงในพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน ถึงขั้นต้องเสด็จย้ายไปว่าราชการแผ่นดินบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ ต้องลอยเรือไปเข้าเฝ้าฯ
ครั้งที่ 2 เดือนต.ค. พ.ศ.2362 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่2) วัดน้ำจากสนามน้ำลึก 6 ศอก 8 นิ้ว ท้องพระโรงที่เคยเสด็จออกว่าราชการในพระที่นั่งจักพรรดิพิมานน้ำลึก 2 ศอกคืบ ต้องย้ายไปว่าประชุมว่าราชการแผ่นดินบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เกิดข้าวยากหมากแพงและพืชสวนไร่นาเสียหายเป็นอย่างมาก
ครั้งที่ 3 เดือนพ.ย. พ.ศ.2374 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) น้ำท่วมสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังถึงกำแพงแก้วพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย (ท้องพระโรง) วัดได้ 4 ศอกคืบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกพื้นขึ้นสูงพ้นน้ำแล้วปูกระดานในท้องพระโรงเพื่ออาศัยเสด็จออกว่าราชการ
ครั้งที่ 4 เดือนต.ค.- พ.ย. พ.ศ.2460 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่6) ระดับน้ำสูงสุดในตอนปลายเดือนต.ค.วัดจากระดับน้ำที่หน้ากองรังวัดที่ดิน ตรงท่าหน้าวัดประยุรวงศ์ สูงถึง 1.68 เมตร ในวันที่ถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า ประชาชนใช้เรือเป็นพาหนะประกวดประขันกันและมีการแข่งเรือกัน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย โดยระดับน้ำสูงสุดในเดือนพ.ย.ถึง 1.87 เมตร และท่วมอยู่ตลอดเดือน
ครั้งที่ 5 เดือนก.ย.-พ.ย. พ.ศ.2485 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) วันที่ 12 ต.ค. ระดับสูงสุดวัดจากกองรังวัดที่ดิน หน้าวัดประยุรวงศ์สูงถึง 2.27 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำวัดจากที่เดียวกันเมื่อพ.ศ.2460 ถึง 40 เซนติเมตร เหตุการณ์ในครั้งนั้นกองอุตุนิยมวิทยาได้รายงานและประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้าท่างวิทยุกระจายเสียงแล้วว่าฝนตกชุกผิดปกติทางภาคเหนือเพราะตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ประชาชนมีเวลาในการย้ายสิ่งของได้บ้าง ซึ่งความเสียหายในครั้งนั้นอยู่ที่ 70 ล้านบาท
**หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลและภาพจากหนังสือ เรื่องเก่าเล่าภาพ (Stories and Picture From The Past) โดย อเนก นาวิกมูล







