posttoday
วิบากกรรมเยนแข็งถึงคราค่ายรถปลาดิบเผ่นหนี

วิบากกรรมเยนแข็งถึงคราค่ายรถปลาดิบเผ่นหนี

25 ตุลาคม 2553

ท่าทีของค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ออกมาส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นออกไปนอกประเทศ

ท่าทีของค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ออกมาส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นออกไปนอกประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่าทีของค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ออกมาส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่นออกไปนอกประเทศ เพราะทนพิษเงินเยนแข็งค่าไม่ไหวในเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยหมัดอัปเปอร์คัต เสยเข้าปลายคางรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งนำขบวนโดยนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แบบเต็มๆ

วิบากกรรมเยนแข็งถึงคราค่ายรถปลาดิบเผ่นหนี

เพราะต้องยอมรับว่า ลำพังแค่การประคับประคองนาวาเศรษฐกิจของประเทศ ให้รอดพ้นจากห้วงวิกฤตของเศรษฐกิจโลกที่กำลังง่อนแง่น ไม่ฟื้นตัวดี ก็เป็นภาระหนักอึ้งของรัฐบาลทุกประเทศอยู่แล้ว
ทว่า เวลานี้รัฐบาลญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับศึกหนักรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นศึกในศึกนอก ที่ล้วนแล้วแต่หนักหน่วงไปพร้อมกัน

โดยเฉพาะปัญหา “ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น” ที่ล่าสุดทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 15 ปีอีกครั้ง ขึ้นไปอยู่ที่ 81.12 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ที่แม้ว่ารัฐบาลและธนาคารกลาง (บีโอเจ) จะจ่ายยาแรงด้วยการประกาศแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีไปแล้ว

ทว่า กลับไม่สามารถทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมาได้ดั่งหวัง เพราะเพียงช่วงสั้นๆ ค่าเงินที่โดนฤทธิ์ยาจนอ่อนยวบลงมา ก็ทะยานขึ้นไปแข็งค่าทุบสถิติตามเดิมอีกครั้ง

แน่นอนว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนจนทุบสถิติซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่กำลังสะบักสะบอมจากปัญหาค่าเงินฝืด และปริมาณหนี้สาธารณะที่สูงถึง 200% ของจีดีพีเป็นแน่

การแข็งปั๋งของเงินเยนในเวลานี้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจขาลงนี้ ทำให้ล่าสุดญี่ปุ่นต้องประกาศลดการประเมินเศรษฐกิจประจำเดือน ต.ค. เป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือน

พร้อมกันนี้ในรายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ยังระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นขณะนี้ดูเหมือนจะ “หยุดนิ่ง” ซึ่งสวนทางกับรายงานเมื่อเดือนที่แล้ว ที่ระบุว่าเศรษฐกิจ “กำลังฟื้นตัว”

สภาวะเศรษฐกิจในยามนี้ของญี่ปุ่น จึงไม่ต่างกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่หลายฝ่ายต้องการให้รัฐบาลถอดสลักอย่างเร่งด่วน ก่อนจะสายเกินไป

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคธุรกิจ กำลังบอบช้ำจากวิกฤตค่าเงินมากที่สุด เพราะค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้สินค้าส่งออกของญี่ปุ่นแพงขึ้นเท่านั้น แต่ทว่ายังทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติของบริษัทญี่ปุ่นต้องลดต่ำลง

ขณะเดียวกันยังลดมูลค่าผลกำไรของบริษัทญี่ปุ่นที่มีกิจการในต่างประเทศ เมื่อมีการแปลงมูลค่าสกุลเงินท้องถิ่นนั้นๆ กลับมาเป็นเงินเยนอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่กลุ่มผู้ส่งออก โดยเฉพาะค่ายผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งต้องกัดฟันรับเคราะห์จากวิบากกรรมที่ไม่ได้ก่อ จะหันมาหาทางรอด ด้วยการประกาศย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นไปหาฐานการผลิตแห่งใหม่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตรายอื่นๆ

ยกตัวอย่างเช่น โตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่เริ่มมีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า กำลังเตรียมเก็บกระเป๋าย้ายฐานการผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่างโคโรลล่าออกนอกประเทศ และพรีอุส ไฮบริด มาในประเทศไทยปลายเดือนหน้า

เช่นเดียวกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ ค่ายรถของญี่ปุ่นอีกราย ที่ออกมาส่งซิกว่ากำลังพิจารณาจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์เล็กราคาถูกออกสู่ตลาดโลก เพื่อทดแทนรถรุ่นโคลท์ มายังประเทศไทยแทน

สอดคล้องกับผลสำรวจของกระทรวงการเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เมื่อเดือน ส.ค. พบว่า ผู้ประกอบการภาคการผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นเกือบ 40% จากกว่า 200 บริษัท มีแผนย้ายฐานการผลิต หรือเปลี่ยนศูนย์กลางด้านการผลิตสินค้าไปยังต่างประเทศหากเงินเยนยังแข็งค่าไม่หยุด

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การที่เงินเยนแข็งค่าขึ้น อาจส่งผลให้บริษัทราว 65% มีผลกำไรลดลง ขณะที่การแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินยูโรอาจส่งผลกระทบให้บริษัทราว 50% เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน

นอกจากอาการผวาพิษเงินเยนจะแพร่ระบาดในหมู่ค่ายรถยักษ์ใหญ่แล้ว แม้แต่ผู้ส่งออกที่คิดจะตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนเอง ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้

หนึ่งในนั้นคือ ซูซูกิ มอเตอร์ ที่ตัดสินใจกลับลำ ยกเลิกการตั้งอุทยานอุตสาหกรรม สำหรับผลิตชิ้นส่วนในพื้นที่รอยต่อของจังหวัดชิซูโอกะในญี่ปุ่น สืบเนื่องจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น

ขณะที่ฟอร์ด ค่ายรถจากสหรัฐ ก็แย้มท่าทีว่าจะถอนหุ้นจากค่ายมาสด้าของญี่ปุ่น ให้เหลือเพียง 3% หรือน้อยกว่านั้น เพื่อระดมเงินไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ

ปรากฏการณ์ถอนตัวออกจากสนามการค้า ที่ไม่หวานหอมเหมือนเช่นเคย ที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ส่งออกญี่ปุ่นในเวลานี้ นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า แล้วประเทศใดจะเป็นผู้โชคดีได้รับอานิสงส์การย้ายฐานการผลิตครั้งนี้

สำหรับผู้ที่กำลังถูกส้ม (ลูกใหญ่) หล่นทับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ไทยแลนด์” นั่นเอง

จากข้อมูลขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) พบว่า มูลค่าการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยช่วง 6 เดือนของปีนี้พุ่งขึ้น 42.5% อยู่ที่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับตัวเลขการลงทุนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่ลดลงถึงครึ่งหนึ่งในช่วงเดียวกัน

สอดคล้องกับตัวเลขของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอเอ) ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีทั้งสิ้น 256 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.84 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 55,153 ล้านบาท)

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ “ไทย” ขึ้นแท่นเป็นดาวเด่นเตะตาค่ายรถญี่ปุ่นมากกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน ก็เพราะข้อได้เปรียบเรื่องที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่ในจุดกลาง หรือจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตในภูมิภาคใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียได้อย่างสะดวกโยธิน

ทั้งนี้ เห็นได้จากมูลค่าการลงทุนเพื่อขยายเส้นทางคมนาคมขนส่งในภูมิภาคเอเชียระหว่างปี 20002008 ที่เพิ่มขึ้นจาก 53.7% เป็น 61.1%

“ไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกในภูมิภาคอาเซียน” ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ กล่าว พร้อมระบุว่า ผลการสำรวจของหอการค้าล่าสุด ก็พบว่าบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนัก อย่างรถยนต์ เคมีภัณฑ์ และเหล็กกล้า ต่างสนใจที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตในการส่งออกไปยังอินเดีย แทนที่จะเข้าไปตั้งโรงงานในอินเดีย

“ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นบางรายยังลังเลที่จะเข้าไปตั้งฐานการผลิตในอินเดีย เนื่องจากไม่มั่นใจเรื่องศักยภาพของแรงงาน ระบบการขนส่งที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบความคลุมเครือเรื่องอัตราภาษี”
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ “ไทย” กำลังยิ้มแก้มปริกับกระแสการลงทุนจากแดนปลาดิบที่ไหลบ่ามาอย่างไม่ขาดสาย

ทว่า สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว เทรนด์การย้ายฐานการผลิตเป็นว่าเล่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยิ่งเหมือนการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขณะนี้อยู่ในช่วงลูกผีลูกคน ดิ่งเหวลงไปอีก

เพราะต้องไม่ลืมว่า การย้ายฐานการผลิตของบริษัทผลิตรถยนต์ นอกจากจะส่งผลต่อเม็ดเงินในการลงทุนแล้ว ยังกระทบต่ออัตราการจ้างงานภายในประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น พบว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีแรงงานถึง5.15 ล้านคน ราว 8.1% ของตัวเลขจ้างงานโดยรวมภายในประเทศ 63.76 ล้านคน อยู่ในอุตสาหกรรมซัพพลายเออร์ของบริษัทผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน รวมทั้งเป็นฝ่ายกำชัยจากสนามการค้าของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยกับระเบิดเวลานี้ แต่ “ไทยแลนด์” ก็ไม่ควรวางใจและปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือไปง่ายๆ

โดยเฉพาะปล่อยให้อุบัติเหตุทางการเมืองมาปล้นอนาคตที่สดใสของประเทศ ให้ต้องสะดุดอีก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ