
แก้น้ำท่วมพิสูจน์กึ๋น อภิสิทธิ์
เหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยตอนนี้จึงกลายเป็นทั้งโอกาสท่ามกลางความโกลาหลในการแสดงภาวะผู้นำของนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของรัฐบาล....
เหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยตอนนี้จึงกลายเป็นทั้งโอกาสท่ามกลางความโกลาหลในการแสดงภาวะผู้นำของนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของรัฐบาล....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้งสำหรับประเทศไทย เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์เผาบ้านเผาเมืองไม่ทันไร ก็ต้องมาเจอกับพิษค่าเงินบาทแข็งค่าแบบไม่ลืมหูลืมตา ล่าสุดก็ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม
คงไม่ต้องบรรยายว่า ได้สร้างความวินาศสันตะโรไปเท่าไหร่ ทั้งในส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ หรือความเสียหายที่คำนวณออกมาไม่ได้อย่างสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทำให้หนีไม่พ้นกับการขาดทุนจากต้นทุนที่ลงไปในการทำการเกษตร
มากันที่บทบาทของรัฐบาล ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีต่อการสร้างกลไกเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ใจประชาชนเท่าที่ควร
ทั้งนี้ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลออกตัวหนืดไปหน่อย ปล่อยให้ถูกวิจารณ์ในช่วงแรก โดยเฉพาะการลงไปตรวจพื้นที่น้ำท่วมของนายกรัฐมนตรีที่ดูเหมือนจะกลัวน้ำ ไม่ลงไปลุยแบบถึงลูกถึงคน รวมถึงการสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ไปเป็นเอกภาพ จนสื่อมวลชนบางสำนักต้องออกมาบัญชาการน้ำท่วมเอง
ขณะเดียวกันการที่นายกฯ บอกว่าน้ำท่วมหนัก เพราะปริมาณฝนตกมากกว่าปีที่แล้ว ไม่เกี่ยวกับกรณีเขื่อนแอบปล่อยน้ำ ทำให้ผู้ประสบภัยเสียความรู้สึก เพราะต่างเชื่อว่า น้ำท่วมหนักและรุนแรงเพราะเขื่อนแอบปล่อยน้ำโดยที่ไม่ได้แจ้งเตือน ทำให้ประชาชนเตรียมตัวไม่ทันทำให้เดือดร้อนหนักขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องของการเข้าไปช่วยไม่ทันท่วงทีในบางพื้นที่ รวมถึงความขัดแย้งของสายการบังคับบัญชาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่ยืดหยุ่นให้เข้ากับสถานการณ์มากนัก ตัวอย่างมีให้เห็นในกรณีของ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่ง อนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน ระบุว่า ระพี ผ่องอุปกิจ ผวจ.นครราชสีมา ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติ ไม่ยอมทำตามความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้ขุดถนนที่ขวางเส้นทางน้ำ เพื่อเปิดให้ระบายน้ำออก แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจช่วยชาวบ้าน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของกรมทางหลวง
ไม่เพียงเท่านี้ อีกประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องหนีไม่พ้น “ระบบการเตือนภัย” เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้า เพื่อบรรเทาการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างในกรณี จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดแรกๆ ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง เป็นไปได้อย่างไรที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จนทำให้ จ.นครราชสีมา กว่าครึ่งจังหวัดกลายเป็นเมืองบาดาล
ขณะเดียวกันการลงพื้นที่ของนายกฯ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรเช่นกัน ทำไมรัฐบาลไม่ร่วมลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมร่วมกับ สส.พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และน่าจะรับทราบข้อมูลจากประชาชนของตัวเองพอสมควร แต่กลับเลือกที่จะไปในนามรัฐบาลเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากตั้งตัวได้ มาร์คก็เริ่มตีตื้นเดินลงลุยพื้นที่ทุกวัน พร้อมเร่งออกมาตรการให้ความช่วยเหลือ อาทิ การขออนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการของผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท การพักหนี้เกษตรกร การตั้งศูนย์ ขณะที่มาตรการอื่นๆ ก็จะทยอยออกมาอีกในการประชุม ครม.วันที่ 26 ต.ค. ภายหลังได้รับข้อมูลความเสียหายของทุกพื้นที่ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย
ว่ากันตามจริงประเด็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ถือเป็นการวัดฝีมือในการทำงานของอภิสิทธิ์ และคณะรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ในการรับมือกับวิกฤตความเดือดร้อนของประชาชนเกือบทั่วประเทศ
ที่สำคัญจะถือโอกาสพลิกวิกฤตสีเสื้อให้หันมาปรองดอง ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกันได้แค่ไหน เป็นเรื่องที่ท้าทายกึ๋นของอภิสิทธิ์ทั้งสิ้น
หมายความว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมเป็นโอกาสทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์เช่นกันสำหรับการสร้างความนิยมในพื้นที่อีสาน เพียงแต่ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ มองเห็นโอกาสดีหรือไม่
ทั้งนี้ เพราะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ หากเกิดภาพของรัฐบาลและฝ่ายค้านในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองลงพื้นที่พร้อ
มกันเพื่อแก้ไขปัญหาย่อมส่งผลในเชิงสัญลักษณ์ว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังมีโอกาสแก้ไขและสร้างความสมานฉันท์ได้ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นโรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาได้เหมือนทุกวันนี้
ต้องอย่าลืมว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเคยสร้างความเสียหายทางการเมืองให้กับพรรคประชาธิปัตย์มาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงเหตุการณ์สึนามิที่ถล่มพื้นที่จังหวัดภาคใต้ชายฝั่งอันดามัน ปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งหลังจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ครบวาระ 4 ปี ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เวลานั้นเป็นนายกฯ รักษาการสามารถชิงจังหวะตรงนี้ เพื่อโกยคะแนนความนิยม จนทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถปักธง สส.ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ได้ 1 คน คือ กฤษ ศรีฟ้า แบบเหนือความคาดหมาย
ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศแบบถล่มทลาย 377 เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ทางกลับกันพรรคประชาธิปัตย์ที่ช่วงนั้นมี สส.ในสภาไม่ถึง 100 คน เป็นผลให้ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรค
ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยตอนนี้จึงกลายเป็นทั้งโอกาสท่ามกลางความโกลาหลในการแสดงภาวะผู้นำของนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของรัฐบาล หลังจากช่วงนี้เต็มไปด้วยข้อสงสัยถึงความโปร่งใส แต่ขึ้นอยู่กับจะใช้โอกาสเปลืองหรือไม่เท่านั้น







