
จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวันทำเสียหายนับพันล้าน
กองปราบฯ รวบแก๊งไต้หวัน-จีน 23 คน ของกลางเพียบ แกะรอยกว่า 1 ปี มูลค่าเสียหายนับพันล้าน
กองปราบฯ รวบแก๊งไต้หวัน-จีน 23 คน ของกลางเพียบ แกะรอยกว่า 1 ปี มูลค่าเสียหายนับพันล้าน
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท.) พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผบก.ปอท. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.1 บก.สส.สตม.พร้อมคณะ แถลงข่าวจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนและไต้หวัน เป็นชาย 14 และหญิง 9 คน รวม 23 ราย พร้อมของกลาง เครื่องโทรศัพท์ 26 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 6 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 ชุด อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต 7 เครื่อง วิทยุสื่อสาร 8 ตัว VOIP GATEWAY 19 เครื่อง และอุปกรณ์ปลอมแปลงหนังสือเดินทางอีกเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน ได้ประสานข้อมูลมายัง บช.ก.ว่ามีคนร้ายชาวจีนและไต้หวัน ลักลอบเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายชาติเดียวกันให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนร้ายที่ปลอมหนังสือเดินทางเพื่อส่งชาวจีนไปยังประเทศที่ 3 จึงสั่งการให้ทาง บก.ป. บก.ทท.วางแผนสืบสวนสอบสวนร่วมกับ บช.สตม.เฝ้าติดตามพฤติการณ์ผู้กระทำความผิด กระทั่งพบข้อมูลสถานที่ตั้งแน่ชัดแล้วจึงขออนุมัติหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นที่พัก 3 จุด ประกอบด้วย บ้านเลขที่ 12 ถนนวิภาวดี ซอย 16 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. บ้านเลขที่ 33/5 ห้อง 301 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.และที่บ้านเลขที่ 99/233 ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 10 แยก 9-1-15 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.พร้อมกับตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ได้
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์การกระทำความผิดของกลุ่มผู้ต้องหามีการพัฒนารูปแบบและวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา โดยล่าสุดพบว่ามีการเปิดบัญชีธนาคารรอรับเงินที่ผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อโอนเงินเข้าไปแล้ว สามารถกดเงินออกที่ปลายทางในต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งส่วนนี้ทางการไต้หวันก็มีความเข้มงวดในการตรวจสอบและสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้วกว่า 200 ราย ส่วนผู้ต้องหาทั้งหมดที่จับกุมได้ครั้งนี้ในเบื้องต้นแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรชั่วคราวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันปลอมแปลงหนังสือเดินทาง ตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
สอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพ ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลพบว่าบางส่วนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้กว่า 1 ปี มีการติดต่อกับผู้ร่วมกระทำความผิดที่ไต้หวัน ซึ่งตามแนวทางการสืบสวนเจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายราย และบางส่วนได้ถูกทางการไต้หวันจับกุมตัวได้แล้ว นอกจากนี้ผู้ต้องหาบางส่วนได้เตรียมเดินทางต่อไปยังประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการปลอมแปลงหนังสือเดินทางดังกล่าว
ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ผบช.ก.กล่าวว่า กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อเพื่อให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ซึ่งยังพบความเคลื่อนไหวและการกระทำความเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนั้น ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทุกหน่วยในสังกัด บช.ก.เร่งสืบสวนติดตามแบบเกาะติด นอกจากนี้ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที๋ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอย่างเข้มงวด และหากพบว่ามีการขายข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ของลูกค้าให้กับผู้กระทำความผิดก็จะพิจารณาดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ส่วนกรณีของผู้ที่ว่าจ้างให้ไปเปิดบัญชีธนาคารนั้นก็จะต้องตรวจสอบเป็นรายๆ ไป







