คุกผู้จัดการ "วิคตอเรีย ซีเคร็ท"พร้อมพวกร่วมธุระจัดหาค้าประเวณีเด็ก
ศาลพิพากษาจำคุก "ป๋าติ๊ก-ป๋ากบ" ผู้จัดการวิคตอเรีย ซีเคร็ท พร้อมพวก ตามความผิดเป็นธุระจัดหาค้าประเวณีเด็ก
ศาลพิพากษาจำคุก "ป๋าติ๊ก-ป๋ากบ" ผู้จัดการวิคตอเรีย ซีเคร็ท พร้อมพวก ตามความผิดเป็นธุระจัดหาค้าประเวณีเด็ก
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์อาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท 2 สำนวน โดยสำนวนแรก คดีหมายเลขดำ คม.25/2561 พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเฉลียว จันทร์พิมพ์ หรือ เอส, นายบุญทรัพย์ อมรรัตนาศิริ หรือ ป๋ากบ ,นายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือ ป๋าติ๊ก อายุ 67 ปี ผู้จัดการสถานบริการ , น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจใน หจก.อมรินทร์ ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตดำเนินกิจการ , หจก.อัมรินทร์ ออนเซน , นายเดชา สิงห์สาครเดชา หรือ หนู เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282
โดยอัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 5 เม.ย.61 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน ก.ค.57 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด - 13 ม.ค.60 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวกซึ่งมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ลักษณะเป็นเครือข่ายดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำผิดร้ายแรง โดยเป็นธุรจัดหาซื้อขาย จำหน่าย พาไปส่ง หน่วงเหนี่ยวกักขังหรือหลอกลวง เด็กหญิงชาวเมียนมาร์ อายุไม่เกิน 15 ปี จากประเทศเมียนมา มาส่งยังประเทศไทยและไปประเทศมาเลเซีย เพื่อแสวงหาประโยชน์จากหญิงเมียนมาร์ด้วยการบังคับให้ค้าประเวณีอันเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และนางศศิธร จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่เมื่อเดือนก.ค.57 -4 ก.ค.59 จำเลยที่ 2-5 ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล และ ผู้จัดการกิจการค้าประเวณี ภายใต้ชื่อสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเคร็ท ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อทำการค้าประเวณี เด็กหญิงอายุ ต่ำกว่า 15 ปี
โดยคดีนี้มีผู้เสียหายหญิงเมียนมา ขณะเกิดเหตุอายุ 12 ปี เศษได้เข้ามาในประเทศ โดยฝ่าฝืนพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ที่ได้มาอาศัยอยู่ที่ห้องพักแมนชั่น ย่าน ถ.ประชาอุทิศ เขตห้วยขวาง กทม.ซึ่งพวกจำเลยได้ร่วมกันนำพาผู้เสียหาย มาจากประเทศเมียนมาและให้ผู้เสียหายค้าประเวณีทั้งที่สถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเคร็ท และสถานที่ต่างๆ ในชั้นพิจารณาจำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันร่วมกับเจ้าหน้าที่สอดคล้องกันว่า ถูกหลอกมาโดยมีนายสมชายพามาที่กรุงเทพฯ และได้พามาแนะนำตัวกับผู้หญิงที่สถานบริการที่เรียกว่าแม่สุ ที่ได้สอนวิธีการใช้ถุงยางและการให้บริการทางเพศกับลูกค้า และได้ถูกนายสมชายพาไปเปิดบริสุทธิ์โดยผู้เสียหายต้องทนค้าประเวณีเป็นเวลา 2 ปี และระหว่างนั้นถูกส่งตัวไปค้าประเวณียังประเทศมาเลเซีย โดยให้นั่งรถประจำทางไปลงที่ อ.หาดใหญ่ ซึ่งบังคับให้ผู้เสียหายต้องแต่งตัวลักษณะคล้ายกับหญิงมุสลิมเพื่อผ่านด่านไปประเทศมาเลเซีย โดยมี นายเดชา จำเลยที่ 6 ขับรถกระบะพาผู้เสียหายไปค้าประเวณี ยังสถานบริการประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีการนัดแนะเวลาไว้แล้ว
กระทั่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายแล้ว จึงได้ร้องทุกข์ดำเนินคดี ซึ่งผู้เสียหายและพยานโจทก์อื่นไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าไม่ได้เบิกความเพื่อปรักปรำ แต่อย่างไรก็ตาม ทางนำสืบในส่วนของนายบุญเฉลียว จำเลยที่ 1 ฟังได้เพียงว่าผู้ขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ส่งผู้เสียหายระหว่างแมนชั่นที่พักกับที่ทำงานสถานอาบอบนวดซึ่งได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 100 บาทต่อครั้ง และขณะนั้นจำเลย ไม่ทราบว่าผู้เสียหายนั้นมีอายุเท่าใด โดยพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จะเกี่ยวข้องกับการเป็นธุระจัดหาค้าประเวณีกับจำเลยอื่นแต่อย่างใด
ส่วน นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ในฐานะผู้มีอำนาจบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท จำเลยที่ 3 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา แม้จะไม่ใช่ผู้ที่รับผู้เสียหายไว้โดยตรง แต่จำเลยก็เป็นผู้มีอำนาจดูแลควบคุมและจัดการ ย่อมทราบเป็นไปถึงการดำเนินกิจการต่างๆ ของสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเคร็ทที่อยู่ในความดูแลของตน
สำหรับ น.ส.ศศิธร จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้มีอำนาจเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อมรินทร์ ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตดำเนินกิจการนั้น แม้จะอ้างว่า มีบริษัทอื่นที่มาดำเนินการแทนแต่ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ จึงฟังได้ว่า นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ จำเลยที่ 2 , นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก จำเลยที่ 3 , น.ส.ศศิธร จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมเป็นเจ้าของหรือควบคุมค้าประเวณีเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี
สำหรับนายเดชา หรือสิงห์ จำเลยที่ 6 ทางนำสืบพยานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะพาเด็กสาวผู้เสียหายที่ถูกส่งตัวจาก กทม.ไป อ.สะเดา จ.สงขลา ไปค้าประเวณียังประเทศมาเลเซีย ซึ่งหากไม่มีการนัดหมายเวลาที่แน่นอนย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ภายในสถานที่และเวลาที่กำหนดไว้ โดยที่จำเลยอ้างว่าเพียงขับรถรับจ้างก็กล่าวอ้างลอยๆ ไม่อาจรับฟังได้ การกระทำของจำเลยที่ 6 นอกจากจะผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป เพื่อค้าประเวณีกับเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี แล้วก็ยังกระทำผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย
จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 2-4 และ 6 กระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้จำคุก นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ จำเลยที่ 2 , นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก จำเลยที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาฯ ฐานเป็นผู้ดูแลและผู้จัดการสถานการค้าประเวณีให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 5 ปี
ส่วน น.ส.ศศิธร จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้ามาดำเนินกิจการในสถานบริการอาบอบนวดโดยตรง จึงให้ลงโทษสถานเบา จำคุกเป็นเวลา 1 ปี สำหรับนายเดชา จำเลยที่ 6 ให้จำคุก 5 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาฯ และจำคุกอีก 4 ปี ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติรวมจำคุกจำเลยที่ 6 เป็นเวลา 9 ปี
แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 2-4 และ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ จำเลยที่ 2 , นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก จำเลยที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน ส่วน น.ส.ศศิธร จำเลยที่ 4 จำคุก 8 เดือน และนายเดชา จำเลยที่ 6 จำคุกทั้งสิ้น 6 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยข้อหาค้ามนุษย์ เพราะพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังให้ลงโทษ ส่วนนายเฉลียว จำเลยที่ 1 และ หจก. อมรินทร์ ออนเซน จำเลยที่ 5 ก็พิพากษาให้ยกฟ้อง
ขณะที่คดีค้ามนุษย์สำนวนที่ 2 หมายเลขดำคม 26/2561ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 1 และเด็กสาวผู้เสียหายรวม 3 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียซีเคร็ท , นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ , นายชัยณรงค์ อันสุข หรือป๋าสง่า อายุ 54 ปี , นายเอกณพัชร์ จารุวัฒน์ปฐมกุล หรือพี่ป๊อป อายุ 29 ปี , หจก.อมรินทร์ ออนเซน , น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ และบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด ที่นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก เป็นผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1 -7 ในความผิดฐานร่วมกันสมคบ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์ในการค้าประเวณี
จากกรณีเมื่อระหว่างต้นเดือน ธ.ค.60 - 12 ม.ค.61 พวกจำเลยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์ โดยวางแผน แบ่งหน้าที่กันทำเป็นธุระจัดหาหญิงสาวชาวไทย 2 คน และชาวเมียนมา 7 คน อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการค้าประเวณีเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น โดยอัยการยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.61 ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัว
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว โจทก์มีเด็กสาวผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องกัน จึงพิพากษาว่า นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ จำเลยที่ 1 , นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ จำเลยที่ 2 , นายชัยณรงค์ หรือป๋าสง่า จำเลยที่ 3 , นายเอกณพัชร์ หรือพี่ป๊อป จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก มีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาฯ ให้จำคุกคนละ 15 ปี 12 เดือน
ส่วน น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน จำเลยที่ 6 ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาค้ามนุษย์ด้วย
สำหรับ หจก.อมรินทร์ ออนเซน จำเลยที่ 5 และ บจก. เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำเลยที่ 7 ที่เป็นนิติบุคคลให้เช่าสถานที่ ก็พิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้เมื่อรวมโทษจำคุก นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ และ นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ ทั้ง 2 สำนวนแล้ว จำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 18 ปี 16 เดือน ขณะที่น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตสถานบริการนั้น เมื่อรวมโทษทั้ง 2 สำนวนแล้วก็จำคุกทั้งสิ้น 7 ปี 14 เดือน
อย่างไรก็ดี วันนี้ มีญาติของบรรดาจำเลย มาร่วมฟังคำพิพากษาด้วยหลายสิบคน ขณะที่ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว อัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ได้เปิดเผยว่า จะทำความเห็นเสนอให้อุทธรณ์คดีทั้ง 2 สำนวนนี้ต่อไปรวมทั้งในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คดีในส่วนของ นายมนัสหรือป๋านัส อ่วมทับ อายุ 48 ปี และ นายสมชายหรือป๋าต้น แสงอุดม อายุ 52 ปี จำเลยร่วม ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานเชียร์แขก ที่แยกฟ้องอีกสำนวนในคดีหมายเลขดำ คม.24/2561 เพราะจำเลยให้การรับสารภาพนั้น ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ


