จับตาสมรภูมิท้องถิ่น ยื้อเลือกตั้งใหญ่
การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต
การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต
*******************************
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีนัยทางการเมืองไม่น้อย ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปการเลือกตั้ง
ตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้นั้นคาดว่าประมาณเดือน ก.ย. จะสามารถดำเนินการคลายล็อกการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้การเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562
การนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งจะเริ่มนับตั้งแต่การประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาช่วงเดือน ก.ย. ของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จากนั้นจะนับไปอีก 90 วัน เพื่อให้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับ และเมื่อครบ 90 วันดังกล่าวแล้วต้องบวกไปอีก 150 วันเพื่อไปสู่วันเลือกตั้งต่อไป
จากกรอบเวลาดังกล่าว หากใช้เวลาในการเตรียมการจัดการเลือกตั้งกันเต็มที่ วันเลือกตั้งน่าจะไปอยู่ในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือเดือน พ.ค. 2562 แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประเมินว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ราวเดือน ก.พ. 2562 นั้นน่าจะเป็นเพราะคิดว่ากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งไม่น่าจะใช้เวลาเต็ม 100% ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด
ดูจากท่าทีของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุดและเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว การเลือกตั้งไม่น่าจะหนีไปไหนพ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในอีกแง่มุมจะพบว่ายังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่อาจทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้ คือ การเลือกตั้งท้องถิ่น
ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ให้ความชัดเจนที่แน่นอนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกันแน่
“การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับชาติอะไรจะเกิดขึ้นก่อนนั้น เป็นเรื่องของนโยบายซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอไว้ว่า การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ควรกระชั้นชิดกับการเลือกตั้งใหญ่เกิน 3 เดือน เพราะจะไม่สามารถดำเนินการต่างๆ ได้ทัน” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าว
ขณะที่ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้งก็ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการจัดทำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ที่อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น เพื่อส่งให้กับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
การเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมีขึ้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการเลือกตั้งสนามเล็กเต็มรูปแบบทั้ง 7,852 แห่งในรอบหลายปี เนื่องจากผู้บริหารท้องถิ่นกำลังทยอยพ้นจากตำแหน่งต่อเนื่อง
ดังนั้น การจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง สส. จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับรัฐบาลและ คสช.อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นการอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต รัฐบาลจะได้เช็กกระแสดูว่าคะแนนของพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามมีความอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน รวมไปถึงฐานการเมืองของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน คสช.อยู่นั้นจะมีดีพอที่จะลงสนามใหญ่หรือไม่ด้วย
นอกจากนี้ ด้วยการที่ คสช.ยังเป็นฝ่ายคุมอำนาจน่าจะทำให้คนของพรรคการเมืองจะไม่ได้เข้าสู่สภาท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อ คสช.และรัฐบาลอีกด้วย
เพียงแต่หาก คสช.ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่จริง ก็จะมีปัญหาตามมาว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทันกับกรอบเวลาประมาณ 90 วันหรือไม่
ต้องยอมรับว่าการพิจารณากฎหมายการเมืองที่ผ่านมา สนช.มีความเขี้ยวลากดินอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการยื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายมาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นหากกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเข้า สนช. สนช.คงไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอนและนั่นจะทำให้ต้องใช้เวลาการพิจารณาพอสมควร
ขณะที่หากให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ มองในภาพกว้างแล้วผลดีย่อมไม่ตกกับรัฐบาลและ คสช.เท่าใดนัก เนื่องจากจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีขึ้น ภายหลังจากที่ คสช.ได้พ้นอำนาจไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานั้นการเมืองขั้วไหนจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล
แต่จะมีข้อดีตรงที่การบริหารจัดการการเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เป็นไฟลนก้นมากนัก เมื่อเทียบกับการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง สส.
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากหลายปัจจัยทั้งหมดและนำมาชั่งน้ำหนักดูแล้ว การเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่น่าจะเป็นคุณในทางการเมืองกับ คสช.มากกว่า แต่ว่า คสช.และหน่วยงานในกำกับจะจัดการได้ทันและจะทำให้การเลือกตั้งทั้งสองสนามเข้าเป้าทางการเมืองตามที่ คสช.หวังหรือไม่ เพราะกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดนั้นค่อนข้างกระชั้นชิดพอสมควร
ถึงที่สุดแล้วถ้า คสช.เห็นว่าตัวเองได้น้อยกว่าเสีย ก็อาจต้องออกแรงใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อขยายเวลาการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนด 90 วัน
ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่า คสช.แค่การสร้างอภินิหารทางกฎหมายเล็กๆ ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงนัก


