
ตร.ปัดรับเงินยัดคดีบิตคอยน์
กองปราบปัดรับเงินยัดคดี "ปริญญา" พี่ชายบูม โกงบิตคอยน์ จี้มอบตัวพิสูจน์ความจริง
กองปราบปัดรับเงินยัดคดี "ปริญญา" พี่ชายบูม โกงบิตคอยน์ จี้มอบตัวพิสูจน์ความจริง
พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า กรณีมีกระแสข่าวว่า นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม หนึ่งใน ผู้ต้องหาคดีโกงบิตคอยน์ ได้ร้องเรียนไปตามสำนักข่าวต่างๆ ในประเทศไทย โดยอ้างว่ามีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเรียกรับเงินเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับนายปริญญาและครอบครัวนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ การดำเนินคดีมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและทำเป็นขั้นตอนโปร่งใส และคณะทำงานยังเดินหน้าสืบสวนขยายผลต่อไป สำหรับผู้ที่ถูกออกหมายเรียกและหมายจับไปแล้ว ก็จะต้องมาพบพนักงานสอบสวนตามวันเวลาที่กำหนด หากไม่มาพบก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.อ.ชาคริต กล่าวว่า กรณีที่นายปริญญาได้ให้ทนายความยื่นหนังสือเพื่อขอชี้แจงและขอหลักฐานทางคดีไปตรวจสอบ ในส่วนนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้ได้ เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ที่ทางพนักงานสอบสวนรวบรวมนั้นเป็นหลักฐานทางคดีไม่สามารถเปิดเผยได้ หากต้องการที่จะชี้แจงความบริสุทธิ์ใจนั้นก็ขอให้กลับมามอบตัวตามหมายจับกับทางพนักงานสอบสวนแล้วต่อสู้และพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าวร่วมกับตรวจคนเข้าเมือง จ.ภูเก็ต จับกุม นายเดอร์ริค แมทธิว เคเลอร์ สัญชาติอเมริกัน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในคดีฉ้อโกงประชาชนแชร์เทรดหุ้นอีเกิ้ล เกทส์ ขณะที่ผู้ต้องหาดังกล่าวเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหารายนี้ ทราบว่าประกอบอาชีพเป็นนักแสดงอิสระอยู่ที่ประเทศจีน ได้รับการว่าจ้างจากตัวการชาวสิงคโปร์ให้มาแสดงเป็นผู้บริหาร บริษัท อีเกิ้ล เกทส์ กรุ๊ป เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท
สำหรับคดีบริษัท อีเกิ้ล เกทส์ กรุ๊ป กับพวกหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยอ้างว่าเป็นบริษัทซื้อขายดัชนีหุ้นมาจากสหรัฐ ซึ่งพฤติการณ์ของขบวนการนี้มีลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ คดีนี้มีผู้เสียหายประมาณ 250 ราย เข้ามาร้องเรียนกับดีเอสไอมูลค่าความเสียหายประมาณ 235 ล้านบาท







