posttoday
จีนดีดดอกเบี้ย พยุงศก.ภายใน กอบกู้ศก.โลก

จีนดีดดอกเบี้ย พยุงศก.ภายใน กอบกู้ศก.โลก

21 ตุลาคม 2553

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่าสุด นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่าสุด นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

จีนดีดดอกเบี้ย พยุงศก.ภายใน กอบกู้ศก.โลก

หากติดตามความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีน (PBOC) อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดจะทราบได้ว่า PBOC มักประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญยิ่งยวดอย่างสายฟ้าแลบ หากจะมีการเอ่ยถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายบ้าง ก็มักเป็นการเอ่ยถึงในช่วงเวลาที่ล่วงเลยก่อนหน้าการประกาศใช้จริงนานจนยากจะทันสังเกต

เช่นเดียวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยล่าสุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมายเช่นกัน โดยที่บรรดาขุนพลเศรษฐกิจในรัฐบาลจีน และใน PBOC เองก็เคยแย้มท่าทีนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ปล่อยให้ตลาดต้องรอเก้อมาจนเกือบสิ้นปี ดอกเบี้ยจีนจึงขึ้นสมความปรารถนาของกูรูเศรษฐกิจสายต่างๆ

ล่าสุดดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นมาอยู่ที่ 5.56% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ 2.50% โดยปรับขึ้นมาอย่างละ 0.25%

ที่น่าสังเกตก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของจีนในครั้งนี้ แม้จะยังใช้กลยุทธ์สายฟ้าแลบ ดังที่เคยใช้กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคำสั่งจำกัดการปล่อยเงินกู้

แต่คราวนี้ปฏิกิริยาตอบรับต่อการขึ้นดอกเบี้ยมีรูปแบบที่หลากหลายออกไป ทั้งที่คาดเดาได้จนไม่สะดุ้งสะเทือน และทั้งความรู้สึกหวาดหวั่นในหมู่นักลงทุน

ที่ไม่สะดุ้งสะเทือน ก็เพราะตลาด สถาบันการเงิน และองค์กรการเงินระดับโลก จับตาแนวโน้มเงินเฟ้อและฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนมาอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพ้องต้องกันว่า หนทางเฉพาะหน้าเพียงประการเดียวที่จะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากวิกฤตได้ คือ เลิกดึงดันที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดิม

ตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. อันเป็นช่วงสิ้นสุดไตรมาสแรกของปีนี้ที่ธนาคารโลกประเดิมด้วยการเรียกร้องให้จีนขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อและฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จนถึงไตรมาส 2 ในเดือน มิ.ย. ธนาคารโลกก็ยังเตือนจีนด้วยเหตุผลเดิม

การขึ้นดอกเบี้ย จึงสอดคล้องกับความคาดหวังของกระแสส่วนใหญ่ ที่กะเก็งท่าทีนี้จากจีนตั้งแต่ช่วงต้นปี

ทว่า ตลาดหุ้นกลับมีปฏิกิริยาด้านลบอย่างรุนแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพญามังกรอาจเชื่องช้าลง และทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวทั่วโลกพลอยสะดุดตามไปด้วย ในฐานะที่จีนเป็นความหวังที่เรืองรองที่สุดในขณะนี้ ในช่วงเวลาที่โลกตะวันตกกำลังบอบช้ำจาก “อาฟเตอร์ช็อก” จากภาวะถดถอยทั่วโลก ส่วนญี่ปุ่นกลายเป็นเสือสิ้นลาย กระทั่งเสียฐานะมหาอำนาจอันดับ 2 ให้กับจีน

นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นเป็นเพียงกลไกตอบสนองช่วงสั้นๆ เพื่อประเมินผลกระทบต่อการลงทุน

หากประเมินผลกระทบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักลงทุนอาจมีปฏิกิริยาที่สอดคล้องกับคำเตือนของธนาคารโลกมากขึ้น เนื่องจากผลพวงระยะยาวจากหายนะที่จีนกำลังเผชิญอยู่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าการผลพวงระยะสั้นจากการขึ้นดอกเบี้ย

ที่ผ่านมาจีนพยายามหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย เพราะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับการปฏิรูปตลาดภายในที่ยังไม่แข็งแกร่งมากพอ

ทั้งสองแนวทางมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะแนวทางแรกจำเป็นต้องอาศัยการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่แนวทางหลังจำเป็นต้องตรึงดอกเบี้ยในระดับต่ำไว้อีกระยะหนึ่ง

แต่เงื่อนไขที่บีบบังคับจีน คือ ปัญหาเงินเฟ้อที่สูงถึง 3.5% ในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขที่จีนกังวลเสียยิ่งกว่าปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของจีนเคยสูงถึง 8.7% เมื่อเดือน ก.พ. ก่อนที่จะปรับลงมาอย่างฮวบฮาบเมื่อโลกเคลื่อนตัวสู่ห้วงวิกฤตการเงินและภาวะถดถอย จนอยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ลบ 1.8% เมื่อเดือน ก.ค. 2552

ในช่วงเวลาที่ตัวเลขเงินเฟ้อปรับลดลง ย่อมเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนโล่งใจที่สุด แต่เมื่อตัวเลขนี้กระโดดขึ้นมาอีกครั้ง รัฐบาลจึงเริ่มอยู่ไม่สุข เพราะเกรงว่าผู้บริโภคจะก่อจลาจลดังเช่นระหว่างปี 25502551 ซึ่งครั้งนั้นราคาสินค้าสูงลิ่ว จนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล

วิธีคิดของรัฐบาลจีนไม่ซับซ้อนไปกว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง และหาไร้เสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจโดยรวมย่อมสั่นสะเทือนตามไปด้วย ในฐานะที่รัฐบาลเป็นฟันเฟืองหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเกินหมายหลัก 3% ที่จีนกำหนดไว้ สำหรับตลอดทั้งปีนี้ นับเป็นจุดเริ่มของสัญญาณอันตรายที่ละเลยไม่ได้อีกต่อไป นี่คือมูลเหตุของการขึ้นดอกเบี้ยเอาเมื่อช่วงปลายปี แนวปฏิบัติอีกประการสำหรับการขึ้นดอกเบี้ย คือ พยายามปกปิดให้นักลงทุนระแคะระคายน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการถอนทุนอย่างปัจจุบันทันด่วน   นี่คือนัยสำคัญของการขึ้นดอกเบี้ยสายฟ้าแลบ

อย่างไรก็ตาม ยังมีวาระซ่อนเร้นอีกประการของการขึ้นดอกเบี้ยอย่างฉับพลัน นั่นคือ ประเด็นค่าเงินหยวน ในชั้นต้นการขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อความพยายามของจีนในการควบคุมเงินหยวน เนื่องจากกระแสทุนนอกจะยิ่งไหลบ่าเข้าสู่จีน เช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่แห่งอื่นๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เมื่อทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เงินหยวนจะยิ่งแข็งค่า จนกระทบต่อภาคส่งออก

ที่สำคัญก็คือ เมื่อทุนไหลเข้ามาจนล้นปรี่ ภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะยิ่งรุนแรง กลายเป็นว่าความพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงสูญเปล่า แต่ยังกระตุ้นเร้าให้ปมปัญหาซับซ้อนและทวีความรุนแรง

แต่จีนไร้เดียงสาถึงเพียงนั้นหรือ? หากพิจารณาจากกลยุทธ์สายฟ้าแลบของ PBOC และท่าทีอันสุขุมของรัฐบาลจีนต่อแรงกดดันทั้งหลายทั้งปวงแล้ว จีนหาใช่ประเทศที่ใช้กลไกเศรษฐกิจอย่างฉาบฉวยเช่นนั้น

หากการกระทำทุกอย่างย่อมมีผลลัพธ์ หรือที่กล่าวกันว่า “การกระทำทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายไป”

หากราคาที่จีนต้องจ่ายจากการขึ้นดอกเบี้ย คือ ช่องโหว่ให้ทุนนอกไหลเข้าจนกลายเป็นจุดอ่อนจุดใหม่ แต่จีนเสียสละจุดนี้เพื่อหวังผลที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การยอมรับจากนานาประเทศถึงความตั้งใจจริงที่จะปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น

พิจารณาจากการยอมขึ้นดอกเบี้ยของจีน อันเป็นแรงหนุนการแข็งค่าของเงินหยวน กับคำยืนยันของ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่สนับสนุนการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และพิจารณาจากการประชุม จี20 ในช่วง 2 เดือนนี้  ความเคลื่อนไหวเหล่านี้บ่งชี้ว่า ประเทศใหญ่ๆ อาจสามารถลงรอยกันได้แล้ว ในกรณีความขัดแย้งเรื่องค่าเงิน

หากเป็นเช่นนั้นจริง ย่อมหมายความว่า ชาวโลกสามารถหลีกเลี่ยงทั้งการเผชิญหน้าในสมรภูมิค่าเงิน อีกทั้งยังมั่นใจได้อีกระดับหนึ่งว่า จีนในฐานะแรงขับเคลื่อนของกลไกเศรษฐกิจโลก จะใช้นโยบายอย่างชาญฉลาด เพื่อหวังผลในระยะยาว  และผลในระยะยาวนั้น ย่อมหมายถึงความอยู่รอดของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท