
กมธ.กม.สรุปผลสอบเขาแพง ส่งปปช.เอาผิดต่อไป
กมธ.กฎหมาย สภา สรุปผลสอบเขาแพง ออกโฉนดไม่ถูกต้อง อัดสุเทพ ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เตรียมส่งผลสอบ ให้ ป.ป.ช. สตง. ปปท. เอาผิดต่อไป
กมธ.กฎหมาย สภา สรุปผลสอบเขาแพง ออกโฉนดไม่ถูกต้อง อัดสุเทพ ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เตรียมส่งผลสอบ ให้ ป.ป.ช. สตง. ปปท. เอาผิดต่อไป
นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากที่มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย กรณีการถือครองที่ดินของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้ข้อสรุปว่า เจ้าพนักงานที่ดินสาขาเกาะสมุยได้ออกเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ให้กับนายแทนเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ การออกเอกสารสิทธิให้กับบริษัทชนาพันธุ์ จำกัด เป็นการออกโฉนดที่ดินที่ขัดต่อกฎกระทรวงฉบับที่ 43 มีการออกเอกสาร น.ส.3 ก โดยไม่มีที่มา ไม่มีการรางวัด เป็นการออกเอกสาร ส.ค.1 ที่ไม่มีสารบบ หรือต้นเรื่อง มีเพียงหมายเหตุไว้ในสมุดคุม ส.ค.1 เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็น น.ส.3ก ที่ไม่ชอบ และนำไปออกโฉนดที่ดินที่มิชอบด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ ดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการทางวินัย และดำเนินคดีทางอาญาต่อไป
นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตามหลักฐานการซื้อขายพบว่าการถือครองที่ดินของนายแทน ถือครองที่ดินขณะที่มีอายุเพียง 14-15 ปี ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ที่ยังไม่มีอาชีพและรายได้ เป็นพฤติการณ์ที่น่าจะถือครองแทนบิดา คือนายสุเทพ ซึ่งมีฐานะและศักยภาพที่จะได้ที่ดินที่มีราคาแพงเหล่านี้มาครอบครอง จึงเชื่อว่านายสุเทพ มีพฤติการณ์ปกปิดสภาพทรัพย์สินเหล่านี้ไว้ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าจะนำรายงานดังกล่าวส่งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
นายไพโรจน์กล่าวว่า แม้นายสุเทพ จะลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่สำหรับโทษทางอาญา ยังสามารถดำเนินการได้ แม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจะต้องย้อนกลับไปดูว่าขณะดำรงตำแหน่งได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ความเป็น สส. การข่มขู่เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือไม่







