
ไม่เชื่อมั่น
นโยบายดีแค่ไหน แต่ถ้าในทางปฏิบัติกลับเกิดช่องว่างช่องโหว่ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเดินหน้าต่อไป
โดย...นาย ป.
นโยบายดีแค่ไหน แต่ถ้าในทางปฏิบัติกลับเกิดช่องว่างช่องโหว่ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเดินหน้าต่อไป ดังเช่นการทำงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือที่ชาวบ้านผู้ไร้บ้านเรียกกันติดปากว่า พอช. องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานจัดหาบ้านและที่ดินให้กับผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เพราะความฝันอันสูงสุดของคนจน คนมีรายได้น้อย คือมีบ้านเป็นของตัวเองในราคาที่เอื้อมถึง
บ้านของ พอช.ไม่ใช่บ้านจัดสรรที่มุ่งหากำไร หรือราคาแพงๆ แต่ พอช.สร้างบ้านหรือสร้างชุมชนที่คนมีรายได้น้อยมาอยู่รวมกันบนหลักการ 4 เรื่อง คือ 1.รวมคน รวมพลังคนจนมาแก้ปัญหาร่วมกัน 2.รวมเงินเพื่อให้ได้บ้าน 3.เป็นเงินหมุนเวียนช่วยเหลือพี่น้องในชุมชน และ 4.เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงภาคีมาทำงานร่วม ถือเป็นนโยบายที่ดีมากและน่าสนับสนุน
แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาบังเอิญเกิดข้อสงสัยและกังขา จากปากคำของชาวบ้านที่บ่นถึงการทำงานของ พอช. ที่ไปบังคับให้ชาวบ้านทุกคน ทุกหลังคาเรือน ต้องทำประกันกับโครงการกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก 240 บาท/คน/ปี ที่บ้านทุกหลังต้องจ่าย หรือเฉลี่ยคิดเป็นวันละไม่ถึงหนึ่งบาทด้วยซ้ำไป ซึ่งอาจจะดูน้อยนิด แต่รวมๆ กันทั่วประเทศก็มากโข
เหตุที่ พอช.ตั้งกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน เพราะตั้งใจให้เป็นสวัสดิการสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค เพื่อเป็นสวัสดิการคุ้มครองป้องกันการเกิดปัญหาการสูญเสียที่อยู่อาศัย เช่น เสียชีวิต พิการ เงินสะสมในกองทุน จะเข้าไปช่วยผ่อนบ้านแทนสมาชิก หรือเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน เงินกองทุนจะเข้ามาช่วยค่าซ่อมแซมบ้านหรือเยียวยา เป็นต้น แต่หลายปีที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่าสมาชิกทั่วประเทศไม่ให้ความเชื่อมั่นและส่งเงินร่วมสมทบ เป็นเพราะอะไร?
ที่ผ่านมา พอช.อ้างว่าชาวบ้านไม่เข้าใจ ไม่สนใจ เพราะแกนนำชุมชนในแต่ละชุมชนไม่มีการถ่ายทอดหรือเข้าใจหลักการของกองทุนรักษาดินรักษาบ้าน แต่พอไปถามชาวบ้านกลายเป็นหนังคนละเรื่อง ชาวบ้านบอกว่า พอช.บังคับให้นำเงินเข้าสมทบ ส่วนหนึ่งเก็บไว้เองในชุมชน อีกส่วนส่งไปยังกองทุนระดับภาค และอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังระดับชาติ
หลักการที่ พอช.ตั้งไว้ คือ เก็บเงินสะสมไว้ที่ตัวเองหากเกิดปัญหาในชุมชน เช่น เจอฝนถล่ม น้ำท่วม บ้านทรุด หลังคาพัง ก็นำเงินตรงนั้นมาช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชน แต่หากเกินกำลังชุมชนก็ทำเรื่องของบประมาณช่วยเหลือในระดับภาคหรือระดับชาติตามลำดับ แต่พอเกิดปัญหาจริงๆ การขอเบิกยุ่งยากยึดหลักระบบราชการต้องเป็นเขตพิบัติภัย ต้องมีเอกสารหลักฐานมาให้ครบ บางกรณีเมื่ออนุมัติแล้วต้องถ่อสังขารไปเอาเงินที่ส่วนกลางที่สำนักงานใหญ่ กทม. แค่กระเบื้องหลังคาแตกจากพายุฝนถล่มไม่กี่แผ่น คุ้มหรือไม่ที่จะเสียค่าเดินทางไปเบิกเงินไม่กี่ร้อยบาท
คิดง่ายๆ หนึ่งจังหวัดมีชุมชนบ้านมั่นคงกว่าสิบแห่ง แต่ละแห่งมีสมาชิกนับร้อยคน ดังนั้นแต่ละปีมีเงินเข้าสมทบไปยังกองทุนปีละหลายล้านบาท แล้วทั่วประเทศคิดเป็นเงินเท่าไร พอชาวบ้านถามถึงเงินที่ชาวบ้านสมทบไป ระดับภาคหรือระดับชาติมีเงินอยู่เท่าไรแล้ว กลับไม่พบคำตอบ ทั้งๆ ที่เป็นเงินของตัวเองแท้ๆ จะไม่มีสิทธิรู้หรืออย่างไร หรือทำไมระบบการใช้สิทธิเบิกถึงชักช้า ไม่เหมือนกับระบบประกันสังคม จะใช้สิทธิเบิกที่ไหนก็ได้แค่มีบัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว และยังมีการรายงานชัดว่าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ทำไมชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ ส่งเงินร่วมสมทบนี่คือคำตอบทำไมชาวบ้านไม่เชื่อมั่น!!!







