
ทรัมป์กับไทยก็คล้ายกัน
เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์นโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์นโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด แล้วอดนึกขำไม่ได้ว่า ผู้ที่มาจากการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็คล้ายกันหมด
สาเหตุสำคัญที่ทรัมป์ออกมางวดนี้ก็เนื่องจากเฟดแสดงท่าทีแน่ชัดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงปีนี้
ทรัมป์ถึงกับเล่นงิ้วออกมาแทรกแซงทางวาจา หรือเรียกว่า Verbal Intervention
เหตุผลของทรัมป์ก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทำในช่วงเวลาไม่เหมาะสม
มุมมองของทรัมป์ก็คือ ทุกครั้งที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น เฟดก็ต้องการปรับดอกเบี้ยไปทุกคราว สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลปรับลดอัตราภาษี หวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น และเศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียง 3% ในปีนี้
นอกจากนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้สหรัฐเสียเปรียบยุโรปและญี่ปุ่น ที่ยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน
ท่าทีของทรัมป์ คือภาพสะท้อนทางการเมืองที่เป็นผู้ใช้นโยบายการคลัง ขณะที่ธนาคารชาติหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศเป็นผู้ใช้นโยบายการเงินในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ
ปกตินโยบายทั้งสองด้านนี้ก็มักสวนทางกัน
เพราะการเมืองต้องการใช้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูง แต่ธนาคารชาติต้องการดูแลเสถียรภาพ
อย่างสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัวถึง 4% แต่เฟดเกรงปัญหาเงินเฟ้อ
เมื่อทรัมป์ลดภาษี ทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู เฟดจึงต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ หรือภาวะของแพง
ผลสุดท้ายก็คือการลดภาษีตามนโยบายการคลัง ไม่ได้ส่งผลเต็มสูบเหมือนอย่างที่ต้องการ
ทรัมป์จึงทำสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ค่อยทำก็คือการออกมาพูด แทรกแซงการทำงานของธนาคารกลาง
มองบ้านเขาก็ย้อนมาดูบ้านเรา ท่าทีของธนาคารชาติก็เหมือนกำลังจดๆ จ้องๆ จะปรับดอกเบี้ยขึ้นมา เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ตามที่ประเมินกันก็คืออาจมีการปรับดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
แต่ทว่าในซีกการเมืองไม่ค่อยชอบนักกับการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าเต็มสูบในการใช้นโยบายการคลัง ลงทุนในเมกะโปรเจกต์เพื่อหวังให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู การขึ้นดอกเบี้ยจึงเหมือนกับเป็นการทำให้นโยบายการคลังที่ออกมาไม่ส่งผลเต็มที่
และคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเสียงพูดจากระดับบิ๊กๆ ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาลแสดงความไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย
ยิ่งเฉพาะใกล้เลือกตั้ง การขึ้นดอกเบี้ยก็ยิ่งฟังแล้วแสลงหู
สรุปรวมความแล้วเรื่องการโต้แย้งขึ้น-ไม่ขึ้นดอกเบี้ย จึงเป็นของธรรมดาเกิดขึ้นทั้งโลก
เมื่ออยู่คนละมุม มองคนละอย่าง มันก็อย่างนี้แล







