posttoday
ก้าวข้ามวิกฤตการเลือกตั้ง

ก้าวข้ามวิกฤตการเลือกตั้ง

20 ตุลาคม 2553

.....วุฒิสาร ตันไชย

“การเลือกตั้ง” เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย ดังนั้น การที่สังคมไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากหรือน้อยเพียงใด จึงต้องมีการกลับมาพิจารณาถึงสภาพปัญหาหรือ “วิกฤต” ที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งในปัจจุบัน

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ประการหลัก ได้แก่

ประเด็นแรก คือ การทุจริตหรือการคอร์รัปชันการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงของการหาเสียง การลงคะแนนเสียง และการนับผลการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นหน่วยรับผิดชอบเรื่อง “การเลือกตั้ง” จะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตดังกล่าวด้วยการออกกฎ ระเบียบ กติกา และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต อาทิ กรณีของการกำหนดวิธีการในการหาเสียง การจำกัดขนาดของป้ายหาเสียง การกำหนดกฎเกณฑ์ในการหาเสียง รวมทั้งความพยายามในการลงโทษผู้ที่กระทำการอันเป็นการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง การตัดสิทธิทางการเมือง และการ “ยุบพรรคการเมือง” เป็นต้น

แม้ว่าจะมีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการออกกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ แต่ขณะเดียวกันพบว่าการออกกฎ ระเบียบต่างๆ เหล่านี้บางครั้งก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการเสริมสร้างและพัฒนาวิถีประชาธิปไตยไทย

ประเด็นที่สอง คือ “พฤติกรรมของคนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง” ทั้งในส่วนของนักการเมืองและประชาชน โดยปัจจุบันพบว่านักการเมืองส่วนใหญ่มักจะใช้ช่องว่าง หรือช่องโหว่ทางกฎหมายต่างๆ เพื่อเป็น “ผู้ชนะ” ในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางการเมือง การใช้อำนาจหรือตำแหน่งทางการเมืองเป็นฐานในการหาเสียง การซื้อเสียงประชาชนหรือการให้อามิสสินจ้างและการจูงใจให้เลือก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้ “อิทธิพลทางการเมือง” เพื่อการกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น สำหรับประชาชนเองในฐานะ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ก็ไม่ตระหนักในสิทธิและความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงมักจะปล่อยให้อำนาจ หรืออิทธิพลทางการเมืองจูงใจและครอบงำ รวมทั้งมักจะยอมที่จะ “ขายเสียง”

ประการที่สาม คือ วิกฤตที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง พบว่าหลังการเลือกตั้งประชาชนมีความขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น วิกฤตดังกล่าวเกิดจากภูมิต้านทานในระบอบประชาธิปไตย เพราะปัจจุบันถึงว่า “การเลือกตั้งเป็นการชี้เป็นชี้ตาย” ดังนั้น การสนับสนุนหรือเป็นหัวคะแนนให้ฝ่ายใดจึงกลายเป็นการแบ่งฝักฝ่ายอย่างถาวร

ดังนั้น การจะก้าวข้ามวิกฤตเหล่านี้ต้องวางเป้าเพื่อวัดความสำเร็จของการเลือกตั้งใน 3 ระดับ คือ

ระดับที่หนึ่ง คือ การวัดความสำเร็จในระดับพื้นฐานที่สุด ซึ่งได้แก่ การที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไปใช้สิทธิจำนวนมาก เพราะย่อมแสดงว่าประชาชนมีความรู้และเข้าใจในสิทธิทางการเมืองของตนเองและตระหนักถึงความสำคัญของตนในระบบการเมืองและการเลือกตั้ง นอกจากนี้การที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมากย่อมทำให้การทุจริตการเลือกตั้งทำได้โดยยาก แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระดับนี้เป็นความสำเร็จใน “เชิงปริมาณ” เท่านั้น ดังนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะต้องมีความสามารถในการเลือก “ผู้แทน” ของตนได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น ความสำเร็จในระดับที่หนึ่งประชาชนต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มาก และไปใช้สิทธิอย่างถูกต้อง

ระดับที่สอง คือ การสร้างระบบเลือกตั้งที่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่ง “ผู้แทน” ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงต้องมีการทบทวนกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อห้ามต่างๆ รวมทั้งรูปแบบและวิธีการในการเลือกตั้ง อาทิ กรณีการกำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในกรณีนี้ก็เพื่อให้ได้ผู้แทนของประชาชนในพื้นที่และผู้แทนระดับภาพรวมหรือระดับภูมิภาค หรืออาจเป็นกรณีการให้เลือกพรรคการเมืองเพื่อใช้ในการกำหนดจำนวนที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่อาจเป็นการเลือกแบบใช้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเกินกึ่งหนึ่งเช่นเดียวกับในบางประเทศ ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษา ทบทวนถึงระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยไทย

ประการที่สาม การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสุดท้ายและชี้ขาด ดังนั้น สังคมหลังการเลือกตั้งจะต้องมีความมั่นคง ไม่มีความแตกแยก มีความสามัคคี ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งสร้างสำนึกความเป็นพลเมือง การทำให้เกิดความรู้สึกที่เข้าใจในวิถีประชาธิปไตยในฐานะที่ประชาธิปไตยเป็น “วิถีชีวิต” ซึ่งก็คือ การยอมเคารพในเสียงข้างมาก การใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ การเคารพในกฎ กติกาของสังคมเพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ทั้งนี้ ควรกำหนดเป้าหมายสุดท้ายให้เป็นวาระแห่งชาติว่า “หลังการเลือกตั้งแล้วประชาชนยังมีความสามัคคีกันเหมือนเดิม”

แม้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้หมายถึง “ประชาธิปไตย” แต่การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความยั่งยืนและก่อให้เกิดสันติสุขในสังคมไทย จึงควรอย่างยิ่งที่จะเร่งพินิจ พิจารณาและร่วมกันนำพาสังคมไทยและการเลือกตั้งให้ข้ามพ้น “วิกฤต” ที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท